วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ชิ้นส่วนที่แตกกระจาย

สูญ เล่ม 1 / สุทธิชาติ ศราภัยวานิช (SS) / LET’S Comic, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2551

สูญ เล่ม 1 / สุทธิชาติ ศราภัยวานิช (SS)

กระแสวัฒนธรรมย่อยของคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษ 2540 หรือที่เรียกกันว่า “อินดี้” (independence) ซึ่งมีค่านิยมเน้นความเป็นตัวของตัวเองและการทำเอง ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ในแนวทางใหม่ๆ ขึ้นในหลายวงการ แต่ส่วนใหญ่ก็จะสลายตัวไปตามกาลเวลา เพราะตลาดไม่ได้ขยายให้มีขนาดพอที่จะรองรับ ส่วนคนที่จะทำต่อก็ต้องปรับตัวหรือยืนยันตัวเองด้วยเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละคน

วงการการ์ตูนก็เกิดคนเขียนการ์ตูนที่สร้างรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นจำนวนหนึ่ง ด้วยคุณภาพของผลงานที่น่าพึงพอใจไม่น้อย และเมื่อผ่านช่วง “ปล่อยของ” กันมาแล้ว หลายคนก็พยายามจะเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่อง แต่จะเติบโตได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดนั่นเอง

ตัวอย่างของนักเขียนการ์ตูนสายพันธุ์ใหม่ซึ่งมีความโดดเด่นในลักษณะการทำงานที่ใกล้เคียงกันก็เช่น สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ผู้เขียน “JOE the SEA-CRET agent” วิศุทธิ์ พรนิมิตร ผู้เขียน “hesheit” และ ทรงศีล ทิวสมบุญ ผู้เขียน “Improvise” ด้วยรูปแบบเฉพาะตัวที่จัดจ้านทั้งลายเส้นและการเล่าเรื่อง สามารถสร้างความเป็นต้นแบบในระดับสากล ทั้งยังสะท้อนสภาพจิตใจของยุคสมัยด้วย

ความรู้สึกที่คล้ายกันอาจแสดงออกผ่านลายเส้นที่รกรุงรังและเต็มไปด้วยร่องรอยเปรอะเปื้อน ตามรสนิยมทางสายตาแบบพวก Maximalism เนื้อหาก็อัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจอันรกเรื้อและหมิ่นเหม่ออกไปทางด้านมืดของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้ล้ำเส้นศีลธรรม และยังมีขอบเขตความดีงามแบบไทยๆ ตีกรอบอยู่ในสำนึกเสมอ เพียงแต่อาจจะตั้งคำถามต่อแบบอย่างของสังคมด้วยท่าที “ถอดรื้อ” (deconstruction) บ้าง อันเป็นลีลาที่ตกค้างมาจากกระแสทางเลือกในวัฒนธรรมร่วมสมัยยุค ’90

หากจะวัดกันที่การยืนระยะแล้ว ต้องยกให้ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช เป็นพี่ใหญ่ของการ์ตูนแนวที่กล่าวมา เพราะเขาสร้างชื่อมาตั้งแต่ตัวการ์ตูนนักสืบหนวดปลาหมึก JOE the SEA-CRET agent ที่ลงในนิตยสาร Katch ซึ่งเป็นสื่อกลางของวัยรุ่นในยุค “สายเดี่ยว” และ Center Point เฉิดฉาย ความโดดเด่นของสุทธิชาติอยู่ที่การสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูน อย่างเรื่อง “JOE” เขาสร้างโลกสมมุติขึ้นมาให้พวกสัตว์ทะเลวิวัฒนาการมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมมนุษย์ด้วย ความแปลกประหลาดของบรรดากุ้งหอยปูปลาต่างๆ เปิดโอกาสให้เขาสร้างตัวการ์ตูนที่มีบุคลิกน่าสนใจขึ้นมากมาย ทั้งที่อยู่ในเรื่อง และแตกออกมาเป็นเรื่องสั้นต่างหาก

เนื้อเรื่องก็ทำให้เป็นสากลไปเสีย ไม่ได้ฝืนเป็นไทยให้พิพักพิพ่วน เส้นสายที่โปรดปรานของเขาคือการเขียนถึงความรกเรื้อรุงรัง อันเป็นร่องรอยของขยะจากวัฒนธรรมบริโภคนิยม ตัวละครในลักษณะหลุดลุ่ยจากแบบแผน และเหล่าคนนอกของสังคม ฉากต่อสู้ที่เละเทะกระจุยกระจาย รสชาติคล้ายยำทะเลรวมมิตร

ความสำเร็จของนักเขียนการ์ตูนวัดกันที่การสร้างคาแร็กเตอร์ให้เป็นที่ประทับใจจดจำ พอมีบุคลิกของตัวการ์ตูนที่ชัดเจนแล้ว เดี๋ยวเรื่องราวก็ตามมาเอง จากเรื่อง “JOE the SEA-CRET agent” และเรื่องปลีกย่อยที่เขาเขียนต่อจากนั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าสุทธิชาติมีความสามารถในการสร้างตัวละครที่โดดเด่นหลากหลาย จะขาดก็แต่เงื่อนไขที่รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

จนมาถึงเรื่อง “สูญ” ที่เขาเขียนเป็นประจำลงใน LET’S นิตยสารการ์ตูนไทยรายเดือน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้เขาสร้างโลกสมมุติขึ้นมาใหม่ทั้งใบอีกครั้ง และได้แสดงความสามารถในการสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูนอันโดดเด่น อย่างเรื่อง “JOE the SEA-CRET agent” เขาสนุกกับการนำข้อมูลสัตว์ทะเลประเภทต่างๆ มาเขียนเป็นการ์ตูน และสำหรับเรื่อง “สูญ” เขาก็นำของเล่นหลากประเภทมาเป็นแรงบันดาลใจ

เหมือนกับเด็กผู้ชายที่ชอบนำของเล่นมาต่อสู้กัน เรื่อง “สูญ” ก็มีเค้าโครงวางอยู่บนการต่อสู้ของ “ทอยส์” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งชื่อ “กาก้า” (ชื่อเดียวกับขนมกรุบกรอบแถมของเล่นสมัยที่นักเขียนเป็นเด็ก) ทอยส์แต่ละชิ้นจะต้องต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงพลังแห่งพระเจ้าที่เรียกว่า “เนอร์วาน่า”

เรื่องราวดำเนินผ่านเด็กผู้หญิงชื่อแชมพูซึ่งมีตุ๊กตาหมีท่าทางห่ามๆ ติดอยู่ที่หลัง มันทำให้เธอไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันพลังของเจ้าตุ๊กตาหมีก็ถูกจำกัดด้วย เพราะมันจะยืดร่างเป็นหมีนักสู้ตัวสูงใหญ่คิ้วหนาได้ก็เฉพาะเวลาที่เธอหลับเท่านั้น แต่ก็ต้องมีตัวเธอติดอยู่ที่หลังตลอดเวลา และจะกลืบคืนสภาพเดิมทันทีที่เธอตื่น

เด็กหญิงกับพี่หมีต้องเดินทางออกจากหมู่บ้าน เพื่อไปตามหาหมอที่จะช่วยแยกทั้งสองออกจากกัน ระหว่างทางก็ต้องพบกับเหล่าวายร้าย ซึ่งมักจะกลายเป็นเหยื่อให้พี่หมีได้จัดการยืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็พบกับความลับของทอยส์มากขึ้นทุกขณะ

หนังสือเพิ่งออกมาเพียงเล่มแรก หรือ 10 ชิ้น (ตอน) และเพิ่งมีทอยส์ปรากฏตัวเพียง 3 ชิ้น คือ พี่หมีที่ติดอยู่หลังแชมพู บิลด์ที่ประกอบขึ้นมาจากตัวเลโก้ และสามารถแยกร่างประกอบเป็นอะไรก็ได้ และ MIYATA ที่เป็นแค่โครงประกอบกลวงๆ แต่เมื่อมันไปแตะโดนใครเข้า ร่างของคนผู้นั้นจะแยกชิ้นส่วนกลายเป็นโมเดลของเล่นไปทันที แถมด้วย Mr.G ที่เป็นผู้บันทึกเรื่องราวทั้งหมด

ตามเนื้อเรื่องจะต้องมีทอยส์ถึง 100 ชิ้น แต่เพียงแค่นี้ก็สนุกกับจินตนาการอันบรรเจิดของผู้เขียนแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงในลายเส้นของสุทธิชาติจะเห็นได้จากการลดความรกรุงรังลงกว่าแต่ก่อน และมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงความชัดเจนในแนวคิดที่นำเสนอด้วย แต่ลักษณะของภาพที่เป็นเหมือนลายเซ็นของเขาก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ เช่น ฉากปะทะกันกระจุยกระจาย หรือสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมพังทลาย

“ลายเซ็น” อันหนึ่งที่เห็นมาตั้งแต่ JOE คือการเขียนภาพตัวการ์ตูนที่ขาดวิ่นหลุดลุ่ยไปซีกหนึ่ง จนเห็นเนื้อหนังมังสาภายในกะรุ่งกะริ่งเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับโลโก้เรื่อง “สูญ” ที่เป็นวงกลมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไปแถบหนึ่ง นั่นเป็นมโนภาพที่สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัย การตระหนักถึงความเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางสังคมบริโภคอันล้นเกินก็ตาม

การทำหน้าที่ของการ์ตูนในการปลดปล่อยอารมณ์ดิบหยาบในจิตใต้สำนึกออกมาเป็นจินตภาพที่เกินจริงเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ไต่ขอบเส้นศีลธรรมเฉียดฉิว ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างอารมณ์ขันกับความห่าม เช่นนั้นเองการ์ตูนที่ตั้งหน้าตั้งตาสอนศีลธรรมโดยตรงจึงมักจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะกลไกการทำงานของการ์ตูนจะคล้ายกับความฝันเวลาหลับ มันจะช่วยขัดเกลาจิตใจด้วยการจำลองสถานการณ์ที่เกินจริงทั้งในด้านบวกและลบ เพื่อให้สภาพจิตที่ผ่านการปะทะขัดแย้งมาในชีวิตประจำวันได้ปรับสมดุล ยิ่งวิถีชีวิตมีความยุ่งเหยิงมากแค่ไหน ความเกินจริงในจินตนาการก็จะผกผันรุนแรงเท่านั้น

การ์ตูนที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาด้วยเงื่อนไขอันเป็นอิสระ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับข้อจำกัดของตลาดมากเกินไปนัก จึงมีคุณค่าในฐานะภาพสะท้อนสังคมได้ดีเช่นเดียวกับงานวรรณกรรมหรือศิลปะแขนงอื่น และ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนคนสำคัญของเราในยุคสมัยปัจจุบัน.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เมล็ดพันธุ์ที่รอวันงอกงาม

ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน / อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย / Fullstop, พิมพ์ครั้งแรก ปี 2551

ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน / อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

คนอีสานเรียกโบสถ์ว่า “สิม” ซึ่งน่าจะมาจากคำว่า “สีมา” หรือ “เสมา” สิมแต่ดั้งเดิมนอกจากจะเป็นศาสนสถานสำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนภูมิปัญญาของชาวอีสานด้วย ตั้งแต่รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้วัสดุท้องถิ่นในการก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ และยังมีรูปทรงที่เรียบง่าย พอเหมาะ สมถะ และหนักแน่น บ่งบอกปรัชญาในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการตีความพุทธธรรมด้วยประสบการณ์ท้องถิ่น

สิมจึงมีความงามที่ควรค่าแก่การพินิจพิจารณา

นอกจากนี้สิมยังประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่เรียกว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่ง “ช่างแต้ม” ชาวอีสานได้รังสรรค์ขึ้นอย่างอิสระ ภายใต้ขนบประเพณีของตนเอง เพราะห่างไกลจากแบบแผนศิลปกรรมของช่างหลวง จิตรกรรมฝาผนังบนสิมจึงเต็มไปด้วยลักษณะเฉพาะตัว มีความบริสุทธิ์จริงใจในการแสดงออก ขณะเดียวกันก็บันทึกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานลงไปอย่างซื่อตรง จนเรียกได้ว่าสิมก็คือยุ้งฉางทางวัฒนธรรมของชาวอีสาน ซึ่งช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิปัญญาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เพื่อบ่มเพาะเป็นความเจริญงอกงามต่อไปเบื้องหน้า

แบบอย่างทางศิลปะของงานจิตรกรรมที่ประดับอยู่บนผนังสิมยังมีคุณค่าในเชิงสุนทรียภาพ เนื่องจากสิมโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็ก ภายในเพียงพอแก่การทำพิธีของพระสงฆ์เท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังภายในสิมก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรงด้วย เช่น ภาพพุทธประวัติ เป็นต้น ผนังภายนอกสิมนั่นเองที่เป็นพื้นที่วาดภาพตกแต่งด้วยเรื่องราวที่เปิดกว้างและเป็นอิสระกว่า แม้จะอิงอยู่กับคำสอนทางศาสนา เช่น เรื่องชาดกต่างๆ หรือวรรณคดีที่นิยมในท้องถิ่น แต่ศิลปินก็สามารถสอดแทรกจินตนาการหรือแรงบันดาลใจส่วนตัวได้อย่างคล่องมือ การแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกก็ทำได้โดยซื่อ ลีลาที่บริสุทธิ์จริงใจเป็นความงามแบบดิบๆ ในลักษณะเดียวกับงานกราฟฟิตี้ที่นิยมกันในศิลปะร่วมสมัย

รวมทั้งวัสดุที่ใช้รองรับและสีซึ่งได้มาจากธรรมชาติพื้นถิ่นยังให้เสน่ห์เฉพาะตัว

หนังสือ “ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน” ที่เรียบเรียงโดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย เป็นงานรวบรวมความรู้ในเชิงสังคมวิทยาของชาวอีสานที่ปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังของสิมหลายแห่ง อันเป็นการชี้ให้เห็นคุณค่าของ “ฮูปแต้ม” เหล่านั้นในเชิงเนื้อหา ว่าซ่อนองค์ความรู้อันลึกซึ้งเช่นไรไว้บ้าง

เนื้อหาของหนังสือไล่เรียงตามลำดับตัวอักษรของคำสำคัญ และใช้รูปพชัญชนะของภาษาไทยน้อย ซึ่งเป็นตัวหนังสือที่ใช้กันในอีสานก่อนที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นจึงมีอยู่ทั้งหมด 25 คำ 25 รูปพยัญชนะ ตั้งแต่ ก.กองฮด จนถึง อ.อาชีพ

วิธีการเล่าเรื่องของอู่ทองเป็นแบบลำลอง เหมือนเขียนจดหมายให้เพื่อนอ่าน เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ ด้วยเป็นมุมมองของคนร่วมสมัย เรื่องที่เล่าก็จะเป็นสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบัน เช่น การเล่าถึงชีวิตประจำวัน กิจกรรมของคนหนุ่มสาว ความเป็นครอบครัว และการทำมาหากิน แต่ก็อาจจะทำให้สงสัยในความน่าเชื่อถือบ้าง เพราะนี่ไม่ใช่งานวิชาการที่เสนอหลักฐานใหม่ หรือตีความใหม่ เพียงแต่นำข้อมูลที่มีอยู่มาเรียบเรียงแล้วนำเสนอให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นสนใจวัฒนธรรมอีสาน หรืออ่านเล่นในฐานะความรู้รอบตัวก็สนุกเหมือนกัน เพียงแค่ภาพงานจิตรกรรมฝาผนังเต็มเล่ม ซึ่งทีมงานตระเวนถ่ายมาจากวัดเกือบ 20 แห่งก็คุ้มค่าแล้ว

เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ใน “ฮูปแต้ม” บอกเล่าขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน เช่น ตอน บ.บุญ เล่าว่า คนอีสานชอบทำบุญมาก จนมีคำกล่าวว่า “ฮีตสิบสอง” ซึ่งหมายถึงจารีตการทำบุญ 12 เดือน คือจะมีงานบุญประเพณีกันทุกเดือนตลอดปีเลยทีเดียว รายละเอียดของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งหลายก็มักจะแตกออกมาจากงานบุญต่างๆ นั่นเอง

พิธีกรรมเป็นกลวิธีของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น ตอน ฝ.ฝน เล่าถึงพิธีขอฝนของชาวอีสาน ซึ่งล้วนเป็นการสร้างความสามัคคีขึ้นมาในหมู่คณะ ยามเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกันการแสดงที่หยาบคายโปกฮาก็เป็นการระบายความตึงเครียดของแต่ละคนด้วย หรือการเรียกงานศพว่า “งันเฮือนดี” ก็เพื่อให้เป็นมงคล และพิธี “กองฮด” ที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นการช่วยควบคุมดูแลพระสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัยอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ “ฮูปแต้ม” ยังบอกถึงปรัชญาความเชื่อหรือคติธรรมของชาวอีสาน ผ่านทางตำนานพุทธประวัติและอดีตพุทธ โดยเฉพาะ “ผะเหวด” หรือพระเวสสันดรชาดก ซึ่งทำให้การทำทานหรือการให้กลายเป็นคุณธรรมอันสำคัญของคนอีสาน รวมถึงตำนานเรื่องพระมาลัยท่องนรก และความเชื่อเรื่องเปรต ก็กลายเป็นช่องทางสำคัญของการสั่งสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ

ตำนานแถนหรือผีสางเทวดาทั้งหลายก็ยังมีชาวอีสานนับถือผูกผันอยู่มาก รวมถึงวรรณคดีเรื่อง “สินไซ” ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยคติธรรมคำสอนสำหรับนักปกครองและชาวบ้านธรรมดา

ระหว่างการบอกเล่าถึงสิ่งสำคัญเหล่านั้นเอง มีภาพชีวิตของชาวบ้านสอดแทรกอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต การทำมาหากิน บ้านเรือนไร่นา อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ การช่างฝีมือ สัตว์เลี้ยง และพาหนะ ซึ่งสาระสำคัญบอกถึงการพึ่งตนเองบนฐานทรัพยากรที่จำกัด เช่น นาไร่ที่ต้องเป็นแหล่งอาหารสารพันอยู่ทุกฤดูกาล การทำปลาแดกไว้กินยามขัดสน ลานกลางบ้านที่ใช้ทำกิจกรรมสารพัด หรือการจัดสานและทอผ้าไว้ใช้เอง

กระนั้นอีสานก็ยังเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะและการละเล่นอันสำคัญ เช่น การเล่นแคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าไพเราะยิ่ง เพราะสามารถบรรเลงทำนอง สร้างเสียงประสาน ไล่ลำดับเสียง และควบคุมจังหวะได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยผู้เล่นคนเดียว การทำว่าวของชาวอีสานก็เป็นเลิศในความสุนทรีย์ เช่นเดียวกับการฟ้อนรำซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า

“ท่าฟ้อนของชาวอีสานก็เหมือนกับการแต้มฮูป คือมีความเป็นอิสระสูง ไม่มีข้อจำกัดตายตัวทั้งมือและเท้า ส่วนใหญ่ท่าฟ้อนจะได้มาจากท่าทางหรืออิริยาบถตามธรรมชาติ ไม่มี ‘ท่ามาตรฐาน’ แล้วแต่ผู้ฟ้อนว่าจะคิดประดิษฐ์ท่าขึ้นมาได้อย่างไรจึงจะเข้ากับดนตรีและมองดูสวยงาม” (หน้า 195)

อันที่จริงวัฒนธรรมของคนไทยในปัจจุบันต้องถือว่ากลายพันธุ์มาจากเดิมมากแล้ว ขณะที่วัฒนธรรมพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรืออีสานยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มาก ท่ามกลางกระแสโลกที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเองออกไปแข่งขัน การกลับไปทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นมาของตัวเองให้ถ่องแท้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เช่นนั้นเองสิมหลังน้อยในวัดเล็กๆ ของอีสานจึงมีความสำคัญยิ่งนัก.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เสวนากับสถาปนิก

คุยกับต้นกล้าสถาปนิก / นิธิ สถาปิตานนท์ / ลายเส้น พับบลิชชิ่ง, พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2551

คุยกับต้นกล้าสถาปนิก / นิธิ สถาปิตานนท์

สถาปนิกเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน และต้องผ่านการศึกษาอย่างเข้มงวดพอๆ กับแพทย์หรือวิศวกรเลยทีเดียว กว่าจะประสบความสำเร็จตั้งตัวได้ก็ต้องผ่านประสบการณ์การทำงานเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 10 ปี เรียกว่าถ้าไม่ใช่ตัวจริงก็ยืนอยู่ยาก

ความรู้ที่สถาปนิกใช้ประกอบอาชีพมีทั้งหลักวิชาในเชิงวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะอยู่ด้วยกัน ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของวัตถุและวิธีการ พร้อมกับนึกถึงความสัมพันธ์ต่อชีวิตมนุษย์ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพที่ต้องใกล้ชิดกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความนึกคิดของสถาปนิกจึงน่ารับฟัง โดยเฉพาะผู้ที่มีวุฒิภาวะตกผลึกเป็นปรัชญาในวิชาชีพถึงขั้น “master” แล้ว จะได้มุมมองที่น่าสนใจหลากหลายมิติ ทั้งในแง่เทคนิค ซึ่งบางเรื่องสามารถนำไปดัดแปลงใช้ในงานด้านอื่น อย่างแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่หรือโครงสร้างเป็นต้น หรือมุมมองทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

สถาปนิกบางคนไม่ค่อยเปิดเผยตัวนัก แต่เพียงเห็นผลงานที่ปรากฏก็บ่งบอกความลึกซึ้งในภูมิปัญญา อย่าง องอาจ สาตรพันธ์ ซึ่งมีความเป็นกวีนิพนธ์อยู่ในการจัดวางจังหวะและรายละเอียดสูงมาก

และด้วยระบบคิดดังกล่าว สถาปนิกที่ผันตัวเองไปทำงานด้านอื่นมักประสบความสำเร็จในการวางโครงสร้างใหม่ของงานด้านนั้นด้วย จะเห็นได้จากตัวอย่างในวงการบันเทิง วงการโฆษณา และงานในเชิงพัฒนาสังคมบางส่วน อย่างคนที่สนใจในองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมทั่วไปก็อาจคุ้นชื่อของ แสงอรุณ รัตกสิกร ซึ่งสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของสถาปัตยกรรมหรือผลผลิตทางวัฒนธรรมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมได้อย่างปรุโปร่ง หรือ วิโรฒ ศรีสุโร ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาสถาปัตยกรรมและศิลปะพื้นบ้านอีสาน ออกแบบโบสถ์วัดศาลาลอย และบุกเบิกเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน หรือหนังสือเรื่อง “น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย” ของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ก็ยังเปี่ยมคุณค่าอยู่ถึงปัจจุบัน

กระนั้นองค์ความรู้ในวิชาชีพที่เกิดจากประสบการณ์ของสถาปนิกไทยเองยังนับว่าน้อย เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ ในสังคมไทยซึ่งยังขาดการประเมินผลงานและสรุปบทเรียนอย่างเป็นระบบ

นิธิ สถาปิตานนท์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม ผลงานของเขาจะสร้างสรรค์ในรูปแบบร่วมสมัยเสียเป็นส่วนมาก และมีหลากหลายประเภท ทั้งที่ทำในนามส่วนตัวและบริษัท ความโดดเด่นอยู่ที่คุณภาพอันสม่ำเสมอมากกว่า เขาจะให้ความสำคัญกับหน้าที่ใช้สอยมาเป็นอันดับต้น เพราะฉะนั้นรูปแบบภายนอกจึงขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ได้มา และแสดงความชัดเจนอย่างเรียบง่าย

การยอมรับอีกอย่างหนึ่งดูเหมือนจะเป็นบทบาทของการพัฒนาวิชาชีพ ทั้งในงานส่วนตัว บริษัท สถาปนิก 49 ที่เขาก่อตั้งขึ้นมากลายเป็นสถาบันในการสร้างคนเข้าสู่วงการ เช่นเดียวกับบริษัท ดีไซน์ 103 ที่เขาเคยร่วมงานมาในอดีต และแบบอย่างในการบริหารจัดการจนมีกลุ่มงานรองรับได้ครบถ้วนก็น่าศึกษา รวมถึงบทบาทของการเป็นผู้นำในงานกิจกรรมของสังคมวิชาชีพ

น่าสนใจว่า นิธิ สถาปิตานนท์ จะเริ่มวางมือจากงานบริหาร แล้วหันมาจับงานหนังสือที่เป็นองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมมากขึ้น หนังสือของเขาเท่าที่คุ้นตากันอยู่ในร้านหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นงานลายเส้นภาพร่างในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งพิถีพิถันงดงามอย่างงานจิตรกรรม ระยะหลังจึงเห็นเป็นข้อเขียนออกมาบ้าง

หนังสือชุด “Conversations with Architects Series” ออกมา 2 เล่ม คือ คุยกับสถาปนิกรุ่นใหม่ และคุยกับสถาปนิกหญิง เป็นบรรยากาศที่น่ารักตรงที่ว่า สถาปนิกรุ่นใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติลงมาสัมภาษณ์สถาปนิกรุ่นน้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ในแวดวงวิชาชีพเดียวกัน จากเล่ม “คุยกับต้นกล้าสถาปนิก” จะเห็นว่านิธิเลือกคนที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับกันจริงๆ ในปัจจุบัน มิใช่เลือกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือคนที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนที่มีแนวทางแตกต่างเขาก็อยากสนทนาด้วย

นอกจากนี้เขายังกล้าตั้งคำถามถึงปัญหาในแวดวงอาชีพอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแม้แต่ผู้ให้สัมภาษณ์เองยังไม่ค่อยกล้าตอบ

สถาปนิกทั้ง 12 รายที่นิธิเลือกมา อาจแบ่งได้จากลักษณะการทำงานเป็น 3 กลุ่ม คือ

หนึ่ง – กลุ่มที่มีความเป็นนักวิชาการ ช่างฝีมือ และมีพื้นฐานอันหนักแน่น สร้างชื่อมาด้วยความเป็นมืออาชีพชำนาญการ ผลงานอาจไม่โฉบเฉี่ยวสะดุดตานัก เพราะฝีมือจะแสดงออกในทางตอบโจทย์ให้ตรงกับเป้าหมายมากกว่า ซึ่งเป็นแนวทางที่ใกล้เคียงกับตัวผู้สัมภาษณ์มากที่สุด สถาปนิกในกลุ่มนี้ก็เช่น พิรัส พัชรเศวต, พรชัย บุญสม, วิฑูรย์ คุณาลังการ, ประดิษญา สิงหราช และ ชาตรี ลดาลลิตสกุล

สอง – กลุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า วิธีการล้ำสมัย พลิกโฉมแบบแผน และสร้างชื่อด้วยแนวทางที่เป็นสากล เช่น วสุ วิรัชศิลป์ กับ บุญเลิศ ดียืน, พลวัต บัวศรี กับ ทรงสุดา อธิบาย และ สุรชัย เอกภพโยธิน กับ จุฑาทิพย์ เตชะจำเริญ งานในกลุ่มนี้จะเคลื่อนตามกระแสของสถาปัตยกรรมในระดับโลกด้วยความเท่าทัน หลายคนประสบความสำเร็จในการประกวดแบบนานาชาติอย่างน่าชื่นชม

และสาม - กลุ่มที่เป็นเสมือนตัวแทนของการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่โดดเด่นของบ้านเราในปัจจุบัน และเป็นที่ยอมรับในสายตาต่างชาติด้วย ลักษณะเด่นจะอยู่ที่ความใส่ใจในรายละเอียดของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การคิด การหาข้อมูลรอบด้าน การออกแบบ ตลอดไปจนถึงการก่อสร้าง ผลงานที่ออกมาจึงมีความเรียบง่ายกลมกลืน สัมพันธ์กับลักษณะการใช้งาน ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความลุ่มลึกอันซับซ้อน ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่สถาปนิกไทยทำได้ดีและยากที่จะหาชาติอื่นใดเทียบ

สถาปนิกในกลุ่มนี้ก็เช่น อมตะ หลูไพบูลย์ กับ ทวีตีย์ วัชราภัย เทพาคำ, กรรณิการ์ รัตนปรีดากุล, บุญเลิศ เหมวิจิตรพันธ์ และ ดวงฤทธิ์ บุนนาค

ข้อเสนอแนะของหลายคนยังคงน่าสนใจ อย่างการมองภาพรวมในระดับมหภาคของกรรณิการ์ที่ว่า “พวกเราไม่ค่อยตั้งโจทย์ให้กับตัวเองมากพอ ในการกำหนดเส้นทางว่าเราในฐานะสถาปนิกควรจะมีบทบาทอะไร และก้าวเดินไปในทิศทางไหน เมื่อมองภาพรวมของสถานการณ์ของสังคมไทยและสังคมโลก เรายังมีนิสัยที่จะเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้โดยสภาวะทางเศรษฐกิจและแผนการของนักลงทุนมากกว่าแผนการของเราเอง เราทำงานตามแนวทางที่นายทุนสร้างขึ้นมาให้ในตลาดมากกว่าที่เราจะมีส่วนในการร่วมกำหนดวาระของสิ่งที่สมควรพัฒนาเพื่ออนาคตของสังคมและประเทศชาติ” (หน้า 203)

การเลือกสรรสิ่งที่ดีมานำเสนอให้ได้รับรู้กัน เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์ ช่วยถ่วงดุลและกลบกลืนสิ่งที่ไม่ดีให้น้อยลง เช่นที่ นิธิ สถาปิตานนท์ ได้แนะนำต้นกล้าสถาปนิกที่มีคุณภาพให้ได้รู้จักกัน ซึ่งสิ่งที่ดีนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวงการใดย่อมช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แตกแขนงต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

มาฟังเพลงแล้วร้องไห้กันดีกว่า

ดนตรีที่มีน้ำตา / ปราบดา หยุ่น / สำนักหนังสือไต้ฝุ่น, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2551

ดนตรีที่มีน้ำตา / ปราบดา หยุ่น

ด้วยความประจวบเหมาะหลายอย่าง ปราบดา หยุ่น จึงเป็นภาพแทนของวรรณกรรมและความเป็นนักเขียนที่เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมของสังคมไทยในช่วงทศวรรษ 2540 มีการเปรียบกรณีของเขากับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ในช่วงทศวรรษ 2500 และโดยเฉพาะหลังจากที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ กลับจากอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 2510 ซึ่งเป็นยุคทองของหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คระลอกแรก ตั้งแต่เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ตามอย่างประเทศตะวันตกหลังปี 2500 เป็นต้นมา

หลังผ่านวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ภาคธุรกิจหลายส่วนค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ ปราบดา หยุ่น ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับปัจจัยที่เหมาะกับเงื่อนไขใหม่ในปัจจุบัน เช่น การมีภาพลักษณ์เฉพาะตัวเป็นที่ต้องตาของสื่อมวลชน การมีความคิดอ่านและรสนิยมอันนำสมัยจากการผ่านชีวิตนักเรียนนอกมาใหม่หมาด และเหนืออื่นใดคือความสามารถทางวรรณศิลป์ของเขา ซึ่งยืนพื้นอยู่บนรากฐานอันหนักแน่นมั่นคง

การเปรียบเทียบ ปราบดา หยุ่น กับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ย่อมใกล้เคียงกันในแง่ของการสร้างสีสันใหม่ให้แก่วงการวรรณกรรม เพียงแต่อาจจะแตกต่างกันในรูปแบบที่สัมพันธ์กับยุคสมัย งานเขียนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เรียกร้องความสนใจของผู้อ่านด้วยภาษาที่มีสีสันจัดจ้านโฉบเฉี่ยว สะท้อนจิตวิญญาณของความทันสมัยในตอนนั้น ส่วนงานเขียนของ ปราบดา หยุ่น จะมีลักษณะเล่นล้อกับภาษาและความคิด อันเป็นอารมณ์ร่วมเชิงปฏิกิริยาของการสร้างสรรค์ในยุคบริโภคนิยม ซึ่งคุณค่าดั้งเดิมกลายเป็นเรื่องของการค้าขายไปหมด

เช่นเดียวกับ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ บทบาทของ ปราบดา หยุ่น มีความสำคัญในการวางแนวทางใหม่ๆ ตามมา ทั้งรูปแบบการเขียน ภาพลักษณ์ความเป็นนักเขียน ตลอดจนการออกแบบรูปเล่มหนังสือ นอกจากนี้ไวยากรณ์ในการสร้างสรรค์ของเขายังแปรไปทำงานด้านอื่นได้หลากหลาย

ปลายทศวรรษ 2540 สังคมไทยเกิดภาวะชะงักงัน จากความขัดแย้งระหว่างความเย้ายวนของการเติบโตทางเศรษฐกิจกับวิกฤตทางจริยธรรม ซึ่งไม่เพียงเฉพาะในแวดวงการเมืองเท่านั้น หากสังเกตให้ดีจะเห็นได้ทั่วไปในหลายมิติซับซ้อน เพราะฉะนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อทิศทางการสร้างสรรค์ในส่วนต่างๆ ด้วย

งานของ ปราบดา หยุ่น หลังการปรากฏตัวอันน่าตื่นตาตื่นใจมีการคลี่คลายไปไม่น้อย ลองอ่านเทียบกันระหว่างเรื่องสั้นในเล่ม “เมืองมุมฉาก” “ความน่าจะเป็น” และ “อุทกภัยในดวงตา” กับเรื่องสั้นในเล่ม “ความสะอาดของผู้ตาย” หรืออ่านเทียบกันระหว่างนวนิยายเรื่อง “ชิทแตก!” และ “แพนด้า” กับ “ฝนตกตลอดเวลา” และ “นอนใต้ละอองหนาว” หรืออ่านไล่เรียงมาจากบทความในเล่ม “ภาพไม่นิ่ง” “น้ำใส่กะโหลก” “กระทบไหล่เขา” (เล่มนี้ขอจัดเป็นบทความ แม้จะใช้รูปแบบการเขียนเป็นเรื่องสั้น) “เรื่องตบตา” จนมาถึง “ดนตรีที่มีน้ำตา”

จะเห็นว่าอาการสวิงสวายในลีลาทั้งรูปแบบการเขียนและการคิด ลดลงเป็นเพียงชั้นเชิงเฉพาะตน แล้วเพิ่มความลุ่มลึกของเนื้อหาและอารมณ์มากขึ้น เห็นได้ตั้งแต่ชื่อหนังสือ ซึ่งช่วงแรกจะเล่นกับคำและความหมายที่ชวนฉงน แต่ช่วงหลังจะเป็นชื่อที่เรียบง่ายแฝงนัยยะพิเศษทางความรู้สึกแทน

“ดนตรีที่มีน้ำตา” เป็นหนังสือรวมบทความจากนิตยสารสารคดี ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า “ปราบดา หยุ่น ตั้งใจเขียนถึง ‘เสียงร้อง’ ของนักร้องนักดนตรีผู้มีเอกลักษณ์พิเศษค่อนไปในทางเศร้าหม่น ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเสน่ห์ทางดนตรีที่เขาชื่นชอบมานาน”

ความนิยมชมชอบในดนตรีของ ปราบดา หยุ่น ไม่เป็นที่กังขา เขาถึงกับทำเพลงออกเป็นอัลบั้มมาแล้ว ส่วนอารมณ์ “หม่นเศร้า” นั้นอาจจะไม่เคยคุ้นกันอยู่บ้าง เพราะน้ำเสียงในการเล่าเรื่องของเขาจะออกไปทางยียวนกวนความคิดเสียมากกว่า แต่ก็จะแฝงอยู่เสมอในหลายงานที่ผ่านมา

นักร้องที่ ปราบดา หยุ่น เลือกมาเขียนถึงเป็นที่คุ้นชื่อคุ้นหูกันอยู่แล้ว เช่น แฟรงก์ ซินาตรา, จอห์น เลนนอน, โจนี มิตเชลล์, บิลลี ฮอลิเดย์ ฯลฯ แต่ที่อาจจะไม่ได้เคยนึกก็คือน้ำเสียงหม่นเศร้าในบทเพลงเหล่านั้นบ่งบอกถึงอะไร และสมมุติฐานของปราบดาก็ว่าศิลปินเหล่านี้น่าจะผ่านประสบการณ์ในชีวิตจริงมาอย่างเข้มข้น กระทั่งเกิดเป็นริ้วรอยที่มีเสน่ห์เฉพาะในเนื้อเสียง จากนั้นเขาก็ไปค้นคว้าประวัติชีวิตของศิลปินและสภาพสังคมแวดล้อมในสมัยนั้น มาอธิบายหรือตีความเสียงร้องที่เขามองเห็นความงาม

“เหมือนกับที่มีความเชื่อว่าแววตาไม่อาจปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงของคน น้ำเสียงก็เป็นอีกหนึ่ง ‘หลักฐาน’ ทางธรรมชาติที่สามารถเปิดเผย ‘ระยะทาง’ และจำนวน ‘บาดแผล’ ในการเดินทางของชีวิต” (หน้า 51)

อาจจะแบ่งสิ่งที่มาขัดเกลาเนื้อเสียงของนักร้องที่ปราบดาเลือกมาเขียนถึงได้ 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มแรกเป็นศิลปินที่ผ่านบรรยากาศความขัดแย้งหรือการเปลี่ยนแปลงในสังคมมาอย่างรู้ซึ้ง เช่น กรณีของนักร้องนักดนตรีผิวดำ ซึ่งให้กำเนิดวัฒนธรรมทางดนตรีอันยิ่งใหญ่แก่โลกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดนตรีบลูส์ แจ๊ซ ร็อก หรือฮิปฮอป ล้วนออกมาจากอารมณ์ความรู้สึกอันทุกข์ยากของความเป็นทาสหรือคนชั้นล่างในสังคมอเมริกันนั่นเอง ดังตัวอย่างที่ปราบดาเขียนถึง บิลลี ฮอลิเดย์ และ นีนา ซิโมน ราชินีนักร้องเพลงแจ๊ซผิวดำ หรืออย่างน้ำเสียงหม่นเศร้าจากความช่างคิดของ โจนี มิตเชลล์ ปราบดาก็เห็นว่ามันแยกไม่ออกจากบรรยากาศการปฏิวัติทางวัฒนธรรมของพวกเสรีชนในยุคหกศูนย์

กลุ่มที่สอง เป็นศิลปินที่ผ่านประสบการณ์การเติบโตจนน้ำเสียงกร้านกร้าวหรือหนักแน่นขึ้นตามวัย บางคนเคยผ่านความรุ่งเรืองมาก่อนในวัยหนุ่มสาว ผ่านความตกต่ำ กระทั่งกลับมาอีกครั้งด้วยเนื้อเสียงที่เต็มไปด้วยริ้วรอยประสบการณ์ เช่น แฟรงก์ ซินาตรา และ แมรีแอน เฟธฟูลล์ บางคนก็ลุ่มลึกขึ้นตามวัย จนน่าสงสัยว่าอาจจะมีอะไรลึกๆ อยู่ในใจที่ไม่อาจคลี่คลาย เช่น เลโอนาร์ด โคเฮน และ จอห์นนี แคช

และกลุ่มที่สาม เป็นศิลปินที่ขับขานเสียงร้องออกมาจากตัวตนของเขาเอง เป็นตัวตนที่ขาดพร่องในอาการต่างๆ แต่กลับเติมเต็มทางความรู้สึกให้กับผู้คนด้วยผลงานที่พวกเขาสร้างสรรค์ขึ้นมา เช่น นิก เดรก, เช็ต เบเกอร์, ทิม บั๊กเลย์, มาร์วิน เก และ จอห์น เลนนอน

แต่ด้วยการแสดงออกและสะท้อนถึงตัวตนของความเป็นปัจเจกบุคคลดังกล่าว ประกอบกับความเป็นนักทดลองเล่นแร่แปรธาตุทางการเปล่งเสียง และมีมุมมองที่ละเอียดอ่อนต่อการมองโลกและชีวิต เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ปราบดาเห็นว่าทำให้ผลงานของศิลปินเหล่านี้ยังคงงดงามเป็นอมตะอยู่เหนือกาลเวลา กลับไปฟังเมื่อใดก็ยังไพเราะอยู่เสมอ

แม้กระทั่งน้ำตาที่หลั่งออกมาจากการเสพรับผลงานเหล่านี้ก็ยังสดใหม่อยู่นั่นเอง มิใช่น้ำตาสำเร็จรูปจากสูตรที่ผ่านการปรุงแต่งมาอย่างชาญฉลาดของสินค้าทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคยกันในยุคหลัง

ความเป็นจริงของชีวิตบาดลึกให้น้ำเสียงงามเศร้า แล้วน้ำเสียงงามเศร้านั้นก็พาไปสัมผัสกับความเป็นจริงของชีวิตอีกทอดหนึ่ง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มนุษย์ไม่สมบูรณ์ : ภาพคนขาดเกินของ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ วุฒิกร คงคา

> นิทรรศการ Freeze / ทวีศักดิ์ ศรีทองดี / 44 Arts Gallery, 3-34 สิงหาคม 2551

> นิทรรศการ Reverie / วุฒิกร คงคา / Galerie N, 4 สิงหาคม – 7 กันยายน 2551

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “โลกาอมนุษย์” ปี 2539, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 170x200 ซม.

[ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “โลกาอมนุษย์” ปี 2539, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 170x200 ซม.]

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “FAKK” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.

[ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “FAKK” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.]

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “ZQ” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.

[ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “ZQ” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.]

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “OPARELO” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.

[ทวีศักดิ์ ศรีทองดี, “OPARELO” ปี 2551, ภาพพิมพ์หิน 59x44 ซม.]

วุฒิกร คงคา, “ลำธารมรณะ” ปี 2535, เทคนิคผสม 240x300 ซม.

[วุฒิกร คงคา, “ลำธารมรณะ” ปี 2535, เทคนิคผสม 240x300 ซม.]

วุฒิกร คงคา, “Chapter 2 : In the White House Playground” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 170x170 ซม.

[วุฒิกร คงคา, “Chapter 2 : In the White House Playground” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 170x170 ซม.]

วุฒิกร คงคา, “Chapter 3 : In the Space Love and Miss” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 120x120 ซม.

[วุฒิกร คงคา, “Chapter 3 : In the Space Love and Miss” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 120x120 ซม.]

วุฒิกร คงคา, “Chapter 4 : In the Battlefield Mask Warrior (Man)” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 150x150 ซม.

[วุฒิกร คงคา, “Chapter 4 : In the Battlefield Mask Warrior (Man)” ปี 2551, สีอะคริลิกบนผ้าใบ 150x150 ซม.]

ตลอดประวัติศาสตร์ศิลปะสมัยใหม่ที่ผ่านมา มีการกล่าวว่า “จิตรกรรมตายแล้ว” อยู่หลายครั้ง

ครั้งแรกคือตอนที่กล้องถ่ายภาพได้รับการประดิษฐ์จนใช้งานได้สำเร็จ ทำให้บทบาทของจิตรกรรมในฐานะวิธีการบันทึกความเป็นจริงภายนอกตามที่ตาเห็นต้องลดความสำคัญลง

แต่ต่อมาจิตรกรรมก็พัฒนาตัวเองด้วยการหันมาถ่ายทอดความจริงภายในตัวตนของศิลปินแทน ทั้งอารมณ์ความรู้สึกและความคิดจินตนาการ นั่นทำให้ศิลปะก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ด้วย จากการเน้นลักษณะเฉพาะในความเป็นปัจเจกหรืออัตลักษณ์พิเศษของศิลปิน

เมื่อศิลปะสมัยใหม่วิวัฒน์มาจนถึงขีดสุดในช่วงทศวรรษ 1960 ด้านรูปแบบและวิธีการก็หลุดพ้นจากกรอบภาพหรือห้องแสดงงานไปไกลโพ้นแล้ว มีการใช้สื่อสมัยใหม่ วัสดุสำเร็จรูป หรือแม้แต่ร่างกายของศิลปินเอง เป็นสื่อในการแสดงออกแทนวิธีการดั้งเดิม เช่นนั้นจึงมีการกล่าวว่า “จิตรกรรมตายแล้ว” อีกครั้ง

ครั้นเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 1970 งานจิตรกรรมก็กลับมาอยู่ในความสนใจของวงการศิลปะอีกครั้ง ในฐานะวิธีการที่แสดงร่องรอยปฏิสัมพันธ์ของศิลปินกับโลกที่เขารับรู้อย่างเป็นธรรมชาติ

นั่นคือการกลับสู่พื้นฐานของจิตรกรรมในฐานะภาษาแรกของมนุษย์ เช่นเดียวกับมนุษย์ในสมัยโบราณเขียนภาพบนผนังถ้ำ หรือเด็กที่เริ่มขีดเขียนภาพอันบ่งบอกถึงตัวตนและความสนใจของเขา

เพราะฉะนั้นจิตรกรรมจึงไม่มีวันตาย เพราะมันคือการแสดงออกตามธรรมชาติของมนุษย์ จิตรกรที่ประสบความสำเร็จจึงเป็นผู้ที่สามารถถ่ายทอดจิตวิญญาณของตนออกมาเป็นจินตภาพใหม่ได้อย่างซื่อตรง และเป็นตัวแทนมโนทัศน์ของผู้คนร่วมยุคสมัยเดียวกันด้วย อาจจะแสดงออกด้วยรูปแบบที่ต้องใช้ทักษะฝีมือความเชี่ยวชาญอย่างมาก หรือแสดงออกด้วยรูปแบบที่ง่ายหยาบไร้การปรุงแต่ง แต่สิ่งที่สำคัญก็คือร่องรอยของความจริงใจอันสดใหม่บนพื้นผิวงาน ซึ่งไม่อาจเสแสร้งหรือหลบเลี่ยงได้เหมือนการใช้สื่อประเภทอื่น

สำหรับศิลปะร่วมสมัยในบ้านเรา หลังจากศิลปินรุ่นครูได้บุกเบิกงานจิตรกรรมสมัยใหม่ไว้หลายรูปแบบตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว พัฒนาการของจิตรกรรมก็คลี่คลายไปตามรอยทางเดิมเป็นส่วนมาก ด้วยจังหวะก้าวที่สม่ำเสมอไม่โฉบเฉี่ยว และถึงกับหยุดนิ่งในบางครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่วงการศิลปะกำลังตื่นเต้นกับสื่อใหม่ๆ

การกล่าวคำว่า “ตายแล้ว” ในทางศิลปะก็คือภาวะหยุดนิ่งไม่มีการพัฒนาต่อนั่นเอง

กระนั้นก็ยังมีศิลปินบางคนที่มุ่งมั่นทำงานจิตรกรรมสวนกระแสความนิยม ด้วยฝีมือและความคิดอันจัดจ้าน ก่อเป็นพลังที่ทำให้งานจิตรกรรมกลับมาอยู่ในความสนใจได้อีกครั้ง ดังปรากฏการณ์ในช่วงปลายทศวรรษ 2530 ซึ่งมีศิลปินอย่าง ชาติชาย ปุยเปีย, ธเนศ อ่าวสินธุ์ศิริ, ปริทรรศ หุตางกูร, ศักดิ์วุฒิ วิเศษมณี และ ไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ เป็นต้น

จนเข้าสู่ทศวรรษ 2540 ศิลปินรุ่นใหม่หลายคนก็ได้ใช้จิตรกรรมเป็นสื่อในการแสดงออกอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่แพ้การใช้สื่ออื่นที่หลากหลายเลย

มีศิลปินหนุ่ม 2 คนที่มุ่งมั่นทำงานจิตรกรรม จนถือว่าประสบความสำเร็จในวิชาชีพระดับหนึ่งแล้ว ด้วยอายุการทำงานและคุณภาพที่หนักแน่นสม่ำเสมอ พอจะนำมาเป็นตัวอย่างในการศึกษาพัฒนาการของจิตรกรรมร่วมสมัยในปัจจุบันได้อย่างเด่นชัด นั่นคือ ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ วุฒิกร คงคา

ทวีศักดิ์และวุฒิกรเป็นบัณฑิตในสาขาวิชาจิตรกรรม จากมหาวิทยาลัยศิลปากรรุ่นเดียวกัน ทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เพียงแต่อาจจะเติบโตกันคนละลักษณะ

วุฒิกร คงคา จะดำเนินตามสูตรสำเร็จของศิลปินในมาตรฐานของบ้านเรา นั่นคือมีผลการเรียนที่ดีเด่นสม่ำเสมอตั้งแต่เป็นนักศึกษา จนเรียนจบด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2 และสร้างชื่อตามเวทีประกวดศิลปกรรมระดับชาติ จนได้รางวัลแทบจะครบทุกแห่งไม่ต่ำกว่า 10 รางวัล

ซึ่งที่สำคัญก็เช่น รางวัลเกียรตินิยมอันดับ 3 เหรียญทองแดง และรางวัลเกียรตินิยมอันดับ 2 เหรียญเงิน จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 38 ปี 2535 และครั้งที่ 43 ปี 2540 ตามลำดับ รางวัลที่ 1 เหรียญทอง จิตรกรรมบัวหลวง โดยธนาคารกรุงเทพ ปี 2536 รางวัลชนะเลิศศิลปกรรมร่วมสมัย โดยธนาคารกสิกรไทย ปี 2535 และปี 2537 ตามลำดับ

จากนั้นเขาก็เป็นอาจารย์ และทำงานศิลปะไปพร้อมกันด้วย

ส่วน ทวีศักดิ์ ศรีทองดี หรือ “โลเล” เหมือนจะรู้ว่ารูปแบบงานของเขาเป็นที่ต้องใจของตลาดชนชั้นกลางในเมืองที่กำลังขยายตัวมากกว่า เพราะฉะนั้นเขาจึงเริ่มสร้างชื่อด้วยการเขียนภาพประกอบในนิตยสารชั้นนำ ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา จากนั้นก็ทำกิจกรรมทางศิลปะและพาณิชย์ศิลป์มากมาย จนผลงานเป็นที่คุ้นตา

พร้อมกันนั้นเขาก็ได้ประมวลความคิดทำงานเป็นชุดจัดแสดงอย่างต่อเนื่อง เช่น นิทรรศการ “Dream” ในปี 2540 นิทรรศการเดี่ยวที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปี 2543 แสดงที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และที่สิงคโปร์ ปี 2544 นิทรรศการ “The Bangkok Trend Recorder” และ “Trance” ปี 2545 “Neo-Morph” ปี 2546 “Groove” ปี 2547 นิทรรศการ “Hero” และ “Flesh” ปี 2549

และปีนี้ก็มีนิทรรศการ “Soldier” และ “Strawberry”

เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ วุฒิกร คงคา จัดแสดงผลงานเดี่ยวขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน คือ นิทรรศการ “Freeze” ของทวีศักดิ์ที่ 44 Arts Gallery และยังนำงานชุดเดียวกันนี้ไปจัดแสดงที่แกลเลอรีอีก 3 แห่ง รวมเป็น 4 มุมเมือง ส่วนวุฒิกรก็มีนิทรรศการ “Reverie” ที่ Galerie N ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงผลงานเดี่ยวอย่างจริงจังครั้งแรกของเขา จากที่เคยแสดงเป็นกลุ่มร่วมกับคนอื่นมาตลอด

ทั้งสองงานต่างเสนอจินตภาพล่าสุดและการเติบโตทางความคิดของ 2 ศิลปินหนุ่มที่ทำงานในแนวทางใกล้เคียงกัน และต่างมีความเป็นตัวของตัวเองอย่างโดดเด่น

งานจิตรกรรมของทวีศักดิ์และวุฒิกรเป็นศิลปะแสดงรูปลักษณ์ (figurative art) ที่บิดผันตัดเติมรูปทรง เพื่อแสดงโลกภายในตามทัศนะของศิลปิน อันเป็นแนวทางที่พวกเขาค้นพบตัวเองมาตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว

เนื้อหาในงานของวุฒิกรจะเล่นเรื่องความลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในตัวตน เขาจะใช้เทคนิคผสมสารพัด ปาดป้ายขีดเขียนทุกอย่างลงบนผืนผ้าใบอย่างอิสระ เพื่อนำจินตภาพที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจออกมา ความสำเร็จของเขาอยู่ที่พลังของผลงานขนาดใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยและพื้นผิวของเนื้อสีหรือวัสดุที่ซ้อนทับกันอย่างแน่นหนา เต็มไปด้วยเรื่องราว แต่ยังคงรักษาบรรยากาศมืดดำลึกลับ รวมถึงองค์ประกอบที่สอดคล้องกับหัวข้อนำเสนอ

งานช่วงแรกของเขาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความฝันในลักษณะจิตวิเคราะห์ อันเต็มไปด้วยประสบการณ์ส่วนตัว และอารมณ์ความรู้สึกในเชิงกวีนิพนธ์

ช่วงต่อมาเขายังคงหลงใหลในบรรยากาศมืดดำลี้ลับ แต่เปลี่ยนมาเล่นเรื่องจิตวิญญาณแทน ตั้งแต่ความรู้สึก “กลัวผี” หรือสิ่งลี้ลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในความมืด แล้วคลี่คลายมาเป็นความเชื่อเรื่องจิตวิญญาณที่แฝงอยู่ในธรรมชาติ ทำให้มีกลิ่นอายของวัฒนธรรมประเพณีคลุกเคล้าอยู่กับกระแสนิยมเรื่องการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ต่อมาเขาก็ยังจมอยู่กับความมืดดำนั่นเอง เพียงแต่เปลี่ยนเนื้อหามาเป็นการสะท้อนสังคมบ้าง เขาเขียนถึงชีวิตของคนกลางคืนแทนสภาพสังคมแบบวัตถุนิยมในปัจจุบัน ซึ่งตัวมนุษย์เองได้กลายเป็นวัตถุกึ่งเลือดเนื้อที่สับสนซับซ้อนไปด้วย และยังหันมาใช้เทคนิคจิตรกรรมแท้ๆ อย่างการเขียนสีน้ำมันมากขึ้น

ความสนใจต่อภาวะของความเป็นมนุษย์คลี่คลายมาสู่งานชุด “Wallpaper” ซึ่งจัดแสดงที่หอศิลปมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ปี 2546 อันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเขาเริ่มค้นพบธรรมชาติเดิมแท้ของการแสดงออกทางจิตรกรรม จากการใช้สีอะคริลิกขีดเขียนไปบนผนัง เหมือนการวาดภาพของเด็กหรือชนเผ่าอนารยะ ซึ่งสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้มากมาย ทั้งสะท้อนตัวตนและสภาพสังคมภายนอก

และงานชุด “Reverie” ก็เป็นเหมือนบทสรุปของจินตภาพที่เขาค้นหาในช่วงหลัง ซึ่งจะเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน จากที่เคยนิยมเขียนภาพระบายความรู้สึกเพ้อฝันในความมืดดำ เปลี่ยนมาเป็นอาการเพ้อฝันในที่สว่างบ้าง พื้นหลังก็เลยสดใสโล่งแจ้ง แลเห็นตัวตนของรูปทรงเบื้องหน้าได้เต็มตา แต่การเผยให้เห็นรูปร่างแหว่งวิ่นในความกระจ่างแจ้งก็กระตุ้นเร้าจินตนาการได้ไม่แพ้บรรยากาศลี้ลับเหมือนกัน

ส่วนงานของทวีศักดิ์จะจับประเด็นเรื่องวัฒนธรรมบริโภคและสังคมวัตถุนิยมที่ส่งผลต่อชีวิตมนุษย์มาตั้งแต่แรก และถ่ายทอดออกมาเป็นจินตภาพที่ผสมปนเปกันระหว่างรูปร่างมนุษย์กับภาพลักษณ์ที่ได้จากสื่อสารมวลชน ผ่านการบิดเบือน (distortion) เข้าเป็นมวลเดียวกัน ตามแรงขับของความปรารถนาที่ต้องการแสดงออก เป็นสัญลักษณ์ที่เปิดกว้างต่อการตีความ

เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะกลายเป็นศิลปินขวัญใจคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง เพราะพอเข้าสู่ทศวรรษ 2540 สังคมไทยโดยเฉพาะในเมืองก็กลายเป็นสังคมบริโภคนิยมอันคลาคล่ำไปด้วยข้อมูลข่าวสารเต็มรูปแบบ เทียบเท่ากับเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกเหมือนกัน ข่าวสารและภาพลักษณ์จำนวนมากที่ต้องรับรู้ในแต่ละวัน ต้องการไวยากรณ์ใหม่ในการจัดสรร และจินตภาพของทวีศักดิ์ก็เป็นไวยากรณ์ที่รับมือกับความหมกมุ่นยุ่งเหยิงได้ลงตัว เป็นภาพที่จับต้องได้ง่ายท่ามกลางความวุ่นวายซับซ้อน

ด้วยรูปแบบเดียวกัน ทวีศักดิ์สามารถใช้วิธีการแสดงออกได้หลายประเภท ทั้งจิตรกรรม ภาพประกอบ งานออกแบบตกแต่ง การ์ตูน ภาพเคลื่อนไหว กิจกรรมทางศิลปะ หรือกิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ

งานภาพพิมพ์หินชุด “Freeze” ยังคงลักษณะเฉพาะของเขา แม้จะใช้เทคนิคภาพพิมพ์หินในการสร้างสรรค์ผลงาน แต่ก็เป็นการจำลองจินตภาพบางส่วนมาจากงานช่วงก่อนหน้านี้นั่นเอง โดยเฉพาะจากงานชุด “Soldier” และ “Strawberry” ซึ่งจัดแสดงไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าเขาจะสนุกกับการสร้างร่องรอยสีสันระหว่างกระบวนการพิมพ์อย่างไร ส่วนลายเส้นรูปทรงก็เป็นไปตามแรงขับและความชอบของเขาในระยะหลัง นั่นคือใช้เส้นชัดเจนแบบงานกราฟิก และเขียนซ้อนกันแบบงานกราฟฟิตี้ตามฝาผนัง โดยเฉพาะเส้นสายที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนขดไส้หรือหนวดปลาหมึกนั้น เป็นที่มันมือของเขามาก

ชื่อนิทรรศการ “Freeze” มาจากกระบวนการในการทำภาพพิมพ์หิน ซึ่งต้องใช้ความเย็นเข้ามาเกี่ยวข้อง และยังต้องใจเย็นในการจำลองภาพจากต้นแบบให้เสร็จสิ้นในแต่ละขั้นตอนด้วย ขณะเดียวกันการทำใหม่ในอีกวิธีการหนึ่งก็เหมือนกับการแช่แข็งเก็บรักษาจินตภาพเดิมไว้ในอีกสถานะหนึ่งนั่นเอง งานวาดเส้นอย่างทวีศักดิ์นั้นเขาอาจจะเขียนขึ้นใหม่ได้ง่ายกว่าและใช้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่ในกระบวนการจำลองเป็นภาพพิมพ์ก็มีร่องรอยเฉพาะของเทคนิคที่คาดไม่ถึง และได้ผลสำเร็จอันแปลกตาไปจากเดิม

นอกจากนี้ในห้องแสดงงานของ 44 Arts Gallery ยังนำอุปกรณ์การทำงานภาพพิมพ์หิน และภาพทดลองพิมพ์หรือภาพที่พิมพ์เสียมาจัดแสดงด้วย บ่งบอกว่ากว่าจะเสร็จสิ้นต้องผ่านความยุ่งยากมาอย่างไรบ้าง

ส่วนนิทรรศการ “Reverie” ของวุฒิกร มีหุ่นฟิกเกอร์ (figure) ที่นักเรียนศิลปะใช้ศึกษาสัดส่วนและกล้ามเนื้อของมนุษย์เป็นตัวละครเอกตลอดรายการ เพียงวางท่าต่างกัน แล้วยังมีทั้งตัวผู้ชาย ตัวผู้หญิง และตัวเด็กด้วย เรียกได้ว่ามากันทั้งครอบครัวทีเดียว ทั้งหมดนำเสนอตัวเองอยู่บนพื้นหลังที่เปิดโล่ง ลวดลายสีสันอ่อนหวานไม่แพ้งานของทวีศักดิ์เลย สะท้อนถึงวัฒนธรรมมวลชนหรืองานศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมมวลชนเริ่มมีอิทธิพลต่อมโนทัศน์ของศิลปินมากแล้ว แต่หุ่นทุกตัวก็ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยเหมือนงานช่วงก่อนของเขานั่นเอง และมีความชำรุดขาดหายเหมือนผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน แม้จะบอกเล่าถึงชีวิตในปัจจุบัน

เสน่ห์ของงานชุดนี้อยู่ตรงพื้นผิวร่องรอยที่วุฒิกรสร้างขึ้นมาบนตัวรูปทรงคนด้วยเทคนิคจิตรกรรมสีอะคริลิก เหมือนศิลปินต้องการจะบอกว่ามนุษย์นั้นบกพร่องไม่สมบูรณ์มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ท่ามกลางท่วงท่าที่บ่งบอกถึงความพึงพอใจในตัวตน อำนาจ และการสืบพันธุ์ ซึ่งสะท้อนออกมาด้วยรูปร่างอันสมบูรณ์ แท้แล้วกลับเต็มไปด้วยริ้วรอยของการสึกกร่อน กระทั่งเห็นเป็นลายกล้ามเนื้อหรือวงปีที่บอกกาลเวลา กล่าวได้ว่าชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันที่วุฒิกรมองเห็นเป็นเพียงความหลงละเมอเพ้อฝันของซากร่างอารยธรรมที่ผุกร่อน และบางรูปทรงก็หวนประหวัดย้อนไปถึงศิลปะยุคก่อนอารยธรรมด้วยซ้ำ

งานจิตรกรรมเคยเป็นอุปกรณ์แสดงถึงอุดมคติอันสมบูรณ์แบบของมนุษย์ เช่นการวาดภาพเหมือนที่เสนอความสง่างามเหนือกาลเวลาของบุคคลในภาพ หรือแสดงถึงฝีมือความสามารถอันสูงส่งของศิลปิน

แต่จิตรกรรมในสมัยหลังไม่ได้เชิดชูความเป็นมนุษย์มากนัก และกลับเป็นอุปกรณ์ที่แสดงความขาดเกินของมนุษย์ได้อย่างคล่องมือด้วยซ้ำ ตั้งแต่เนื้อหาที่มีความบกพร่องไม่สมบูรณ์ของมนุษย์เป็นแรงบันดาลใจอันสำคัญไปแล้ว นอกจากนี้รูปแบบและวิธีการก็ยังมองเห็นความงามในความจริงใจที่ไม่ได้ตกแต่งให้สวยงาม คล้ายสุนทรียะในศิลปะเด็ก หรือศิลปะของชนเผ่าอนารยะ การขีดๆ เขียนๆ อย่างอิสระ ตรงไปตรงมา ดิบหยาบ และทิ้งร่องรอยของความบังเอิญไม่ตั้งใจ กลายเป็นช่องทางของการแสดงความเป็นมนุษย์ที่แท้ในระดับของสัญชาตญาณ และสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงปฏิกิริยาของความสัมพันธ์ต่อโลกภายนอก

อย่างภาพของทวีศักดิ์ก็ลดทอนความเป็นมนุษย์ลง เป็นแค่ตัวการ์ตูนที่ถูกตัดแต่งด้วยวัตถุและภาพลักษณ์จากค่านิยมร่วมสมัยในสังคม ปนเปกันแบบจับฉ่ายไร้เหตุผล จนมีรูปร่างพิลึกพิกลประหลาดตา หรือบางภาพก็มีแต่ภาพลักษณ์ล้วนๆ อย่างภาพรอยสักเสือเผ่นเป็นต้น หรืองานของ วุฒิกร คงคา ก็มองทะลุเนื้อหนังภายนอกเข้าไปสำรวจริ้วรอยลวดลายสึกกร่อน ด้วยสำนึกถึงกาลเวลาในเชิงประวัติศาสตร์ แม้แต่หุ่นที่เป็นตัวแบบศึกษาของอุดมคติเชิงมนุษยนิยมยังหักพัง อารยธรรมยังล่มสลายลงได้เลย แล้วตัวมนุษย์เล่า

แม้ผลงานชุดใหม่ของทั้งสองคนจะเห็นถึงเจตนาในการออกแบบที่เอาใจตลาดบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย โดยเฉพาะกับศิลปินระดับนี้ซึ่งรู้จักรักษาสัดส่วนของการประนีประนอมที่ไม่สูญเสียตัวเอง

ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ วุฒิกร คงคง เป็นศิลปินหนุ่มที่มีจิตใจรักการเรียนรู้เยี่ยงปัญญาชน และมีความคิดที่เปิดกว้าง เมื่อผสมผสานกับทักษะฝีมือที่รองรับแรงเร้าในการแสดงออกทางจิตรกรรมตามธรรมชาติของตนแล้ว งานสร้างสรรค์ของพวกเขาย่อมลุ่มลึกและคลี่คลายไปได้ตลอด.