วันจันทร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2550

คู่มือวิวัฒนาการ

MIMIC เลียนแบบทำไม? / แทนไท ประเสริฐกุล / openbooks, พฤศจิกายน 2549

MIMIC เลียนแบบทำไม? / แทนไท ประเสริฐกุล

สังคมไทยกำลังต้องการนักวิชาการหรือปัญญาชนที่มีวิชาความรู้ความชำนาญเฉพาะด้านมาพัฒนากิจการต่างๆ ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เสริมแทนบทบาทของปัญญาชนสาธารณะที่ส่วนใหญ่จะมีความรู้รอบแบบองค์รวม แต่ขาดความรู้ลึกในรายละเอียด ขณะที่ปัญหาหลายอย่างต้องการความรู้เฉพาะด้านในการจัดการ เช่นปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติก็ต้องการองค์ความรู้ในการฟื้นฟูรักษา นอกเหนือจากการแสดงออกทางความรู้สึก

แต่นักวิชาการที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะด้านมักจะติดอยู่กับการมองโลกแบบแยกส่วนตามสาขาที่ตนศึกษามา ทำให้ไม่อาจเชื่อมโยงความรู้สัมพันธ์เข้ากับส่วนอื่นๆ ของสังคม ดังนั้นจึงปรากฏว่านักวิชาการในสังคมทุนนิยมจำนวนมากใช้วิชาความรู้แสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองอย่างเดียว เพราะมองไม่เห็นว่าจะประสานประโยชน์กับส่วนรวมอย่างไร เช่นนั้นเองความก้าวหน้าทางวิทยาการจึงมักจะเป็นไปเพื่อการค้าพาณิชย์มากกว่าประโยชน์สาธารณะของมนุษยชาติโดยรวม

แทนไท ประเสริฐกุล เป็นนักชีววิทยาหนุ่มรุ่นใหม่ ชอบการคิดการเขียน และงานเขียนของเขาก็สะท้อนจิตสำนึกทางสังคมพอสมควร ความเป็นคนรุ่นใหม่ทำให้เขามีมุมมองที่แปลกใหม่ และเปรียบเปรยด้วยประสบการณ์ร่วมสมัยตามวัยของเขา แต่เครื่องหมายที่บ่งบอกว่าเขารู้จักมองโลกแบบเชื่อมโยง เห็นความสัมพันธ์ของสิ่งหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ ก็คือลักษณะของน้ำเสียงเสียดสีที่เขาใช้นั่นเอง

งานเขียนของแทนไทส่วนหนึ่งจะเป็นข้อเขียนที่แสดงออกถึงมุมมองส่วนตัวในลีลายียวนกวนความคิด จนไปถึงขั้นเพี้ยนแปลกประหลาด อีกส่วนหนึ่งสาระจะอิงอยู่กับวิชาความรู้ที่เขาร่ำเรียนมา

“MIMIC เลียนแบบทำไม?” เป็นหนังสือที่ว่าด้วยปรากฏการณ์หนึ่งในวิวัฒนาการของธรรมชาติ นั่นคือการเลียนแบบ (Mimicry) ซึ่งเป็นอีกวิธีในการอยู่รอดและสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต เช่น ผีเสื้อพันธุ์หนึ่งเลียนแบบลวดลายของผีเสื้ออีกพันธุ์ที่มีพิษ เพื่อให้ปลอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของนก เป็นต้น

แทนไทสรรหาตัวอย่างดังกล่าวมาเล่าด้วยสำนวนภาษาปาก ความสนุกอยู่ตรงเรื่องแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เขาเลือกมาถ่ายทอด และอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับพฤติกรรมของมนุษย์นั่นเอง

การเลียนแบบในธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นด้วยเป้าประสงค์และวิธีการที่ต่างกันตามความจำเป็นของปัจจัยแวดล้อม อย่างสัตว์ที่เป็นเหยื่อจะเลียนแบบสิ่งอื่นเพื่อ “พราง” ไม่ให้สังเกตเห็นตนได้ง่าย เช่น แมวน้ำมีขนสีขาวเพื่อให้กลมกลืนไปกับหิมะ หนูทะเลทรายก็มีสีน้ำตาลอ่อน ม้าน้ำบางพันธุ์เลียนแบบสาหร่ายเพื่อพรางตัว กบบางชนิดเลียนแบบสีสันของใบไม้ เช่นเดียวกับแมลงหลายชนิดที่เลียนแบบรูปร่างของกิ่งไม้ใบหญ้า ไปจนถึงพืชในทะเลทรายที่พรางตัวด้วยการเลียนแบบก้อนหิน

ส่วนสัตว์ที่เป็นผู้ล่าก็จะเลียนแบบเพื่อ “ซุ่ม” โจมตีเหยื่อ เช่น ปลากบเลียนแบบก้อนฟองน้ำ ตั๊กแตนหรือแมงมุมบางพันธุ์เลียนแบบทรงและสีของดอกไม้เพื่อซุ่มจับแมลง

ชั้นเชิงของการเลียนแบบซับซ้อนขึ้นตามปัจจัยที่ซับซ้อนของธรรมชาติ เช่น แมงมุม “หลอก” เป็นมด เต่า alligator snapping turtle หลอกให้ปลาเข้ามาในปากด้วยลิ้นที่กระดุกกระดิกเลียนแบบไส้เดือน ปลา angler fish มีครีบหลังยื่นออกมาเหมือนคันเบ็ดที่ตกเหยื่อหลอกปลาเล็กให้เข้ามาหา แมงมุมบางพันธุ์สามารถเลียนแบบกลิ่นฟีโรโมนของแมลงตัวเมีย เช่นเดียวกับหิ่งห้อย Photuris เลียนแบบสัญญาณกะพริบของหิ่งห้อยพันธุ์อื่น เพื่อหลอกตัวผู้มากิน หรือซับซ้อนขนาดหนอนด้วง blister สามารถรวมตัวประกอบร่างกันเป็นผึ้งตัวเมียปลอม เพื่อหลอกผึ้งตัวผู้มาเป็นพาหะพามันไปสู่จุดหมาย

บางครั้งการเลียนแบบนั้นก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ จนดูเหมือน “โม้” เช่น งูไม่มีพิษ เต่า และหนอน เลียนแบบลายของงูพิษ เพื่อไม่ให้ใครมายุ่งกับมัน แมลงวันบางพันธุ์เลียนแบบลายของผึ้ง ลายบนปีกของผีเสื้อเลียนแบบดวงตาของสัตว์ล่าเนื้อเพื่อหลอกนก สัตว์บางพันธุ์จะเลียนแบบอวัยวะตัวเอง (automimicry) เช่น หางเลียนแบบหัว จนแยกแยะไม่ออกว่าไหนหัวไหนหาง เพื่อให้ศัตรูงุนงง หรือสัตว์บางพันธุ์ก็จะชอบเลียนแบบกิริยาอาการของสัตว์อื่น อย่างปลาหมึกชนิดหนึ่ง หรือนกประเภทที่ชอบเลียนเสียงร้องตามที่ได้ยิน

และบางครั้งการเลียนแบบนั้นก็ “เนียน” เสียจนเหมือนวางแผนมาแล้วอย่างแยบคาย เช่น พฤติกรรมของพวกนกกาฝาก พยาธิ หรือสัตว์ต่างๆ ที่ชอบแอบเข้าไปอยู่ในรังของมดและปลวก เป็นต้น

ไม่เพียงเลียนแบบสิ่งอื่นหรือโลกภายนอก สัตว์หลายชนิดยังใช้ “กลยุทธ์กะเทย” ปลอมเป็นตัวเมียเพื่อความอยู่รอดภายในสายพันธุ์ของมันเอง หรือหมาในฮายีน่าตัวเมียจะมีลึงค์เทียมปลอมเป็นตัวผู้ เพื่อไม่ให้ถูกตัวเมียที่ดุร้ายกว่าทำร้าย นอกจากนี้ยังมีกรณีเลียนแบบตัวเอง อย่างลิงบาบูน gelada จะปลอมก้นเอาไว้ที่อก เพื่อเป็นเครื่องหมายบ่งบอกถึงระยะสืบพันธุ์

แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เหมือนกันจะเลียนแบบกันเสมอ เพราะอาจจะเป็นเรื่องของความบังเอิญที่ต้องตอบโจทย์คล้ายกัน เช่น ฉลามขาวกับปลาวาฬเพชฌฆาตมีที่มาต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่มีรูปร่างคล้ายกัน เพราะต่างก็ “ทำอาชีพ” เป็นนักล่าแห่งท้องทะเลเหมือนกัน หรือค้างคาวกับโลมาที่ไม่จำเป็นต้องใช้ตาในการมองเห็น จึงพัฒนาระบบ sonar หรือการนำทางด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงขึ้นมาใช้เหมือนกัน

ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากวิวัฒนาการตามธรรมชาติ ผ่านการคัดเลือกจากลักษณะที่เป็นประโยชน์ต่างกันทีละเล็กละน้อย ค่อยๆ สะสมจนเปลี่ยนแปลงไปเช่นนั้นเอง อย่างที่แทนไทแจ้งว่า “เอาเป็นว่าไม่ว่าผมจะใช้ศัพท์บ้านๆ ยังไงก็ตาม ก็ขอให้พวกท่านรู้ไว้ละกันครับว่า กระบวนการในธรรมชาติจริงๆ มันไม่ได้เกิดโดยมีสำนึก เจตนาและความหมายเป็นตัวกำหนด เหมือนอย่างในการกระทำของคนเรา” (หน้า 124)

เพราะฉะนั้นการตีความปรากฏการณ์ธรรมชาติเป็นความหมายรองรับการกระทำของมนุษย์จึงเป็นเรื่องที่ไม่จริงทั้งหมด ไม่ว่าพวกที่ “เลียนแบบ” ด้านที่โหดร้ายของธรรมชาติมาเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แล้วอ้างสัญชาตญาณของความอยู่รอด ซึ่งแทนไทเห็นว่า “เรา และเราเท่านั้น เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวในโลก ซึ่งครอบครองศักยภาพในการเอาชนะสัญชาตญาณที่ธรรมชาติให้มาได้... ถึงแม้ไม่หลุดพ้นไปเลยทีเดียว แต่สามารถข่มลดและขยายเพิ่มได้ในสิ่งที่เราเห็นว่าดีและไม่ดี” (หน้า 220)

เช่นเดียวกับพวกที่ “เลียนแบบ” ด้านที่สวยงามของธรรมชาติ จนมองเห็นโลกฝันหวานไปหมด แทนไทก็ชี้ให้เห็นว่า “ดอกไม้จริงๆ แล้วเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของพืช มีไว้เพื่อล่อแมลงให้มาผสมเกสรให้มัน ไม่ได้มีไว้เพื่อให้มนุษย์เชยชมเลยแม้แต่น้อย” (หน้า 222) หรือ “ผีเสื้อที่เราเห็นว่าสวยๆ พออ่านเรื่อง mimic แล้ว เราก็จะรู้ว่าลายของมันมีไว้เพื่อความอยู่รอด เป็นเรื่องของความเป็นความตาย ไม่ใช่เรื่องของความงาม” (หน้า 223)

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะเสนอให้คนเรามองเห็นความจริงของธรรมชาติอย่างแห้งแล้งไร้ความรู้สึกหรือจินตนาการ เพราะเมื่อลองล้วงแคะแกะคุ้ยลึกลงในรายละเอียดของธรรมชาติตามเขาไปแค่บางซอกมุม ยังรู้สึกอัศจรรย์ใจใน “ความงาม” อันแท้จริงของธรรมชาติมากขึ้นไปอีก เป็นความงามที่สลับซับซ้อน ซึ่งจะมองเห็นได้เมื่อก้าวพ้นจากสายตาอันจำกัดคับแคบของมนุษย์ไปแล้วเท่านั้น.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550

คู่มือมนุษย์ในวัฒนธรรมบันเทิง

วัฒนธรรมบันเทิงในชาติไทย : การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมบันเทิงในสังคมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2491-2500 / ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ / ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ, มกราคม 2550

วัฒนธรรมบันเทิงในชาติไทย : การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมบันเทิงในสังคมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2491-2500 / ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์

ทศวรรษ 2490 เป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านมาสู่ยุคปัจจุบันของสังคมไทย ด้วยพื้นฐานสำคัญหลายด้านที่จัดวางไว้ตั้งแต่ตอนนั้น ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ก่อนที่จะพัฒนาต่อมา โดยแทบไม่เคยเปลี่ยนพื้นฐานเดิมนั้นเลย จะเปลี่ยนก็เพียงเครื่องทรงภายนอกเท่านั้น

เพราะฉะนั้น หากจะทำความเข้าใจกับสังคมไทยปัจจุบัน การย้อนกลับไปศึกษาพื้นฐานในเวลานั้นน่าจะให้คำตอบที่น่าพิจารณาไม่น้อย

ระหว่างปี พ.ศ. 2491-2500 สังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก จากก่อนหน้านี้ที่ปรับเปลี่ยนมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ตอนต้นรัตนโกสินทร์ ผ่านการปรับปรุงให้เทียมหน้าอารยประเทศในสมัยรัชกาลที่ 5 จนมาถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 แต่ก็เป็นการวิวัฒน์แบบค่อยเป็นค่อยไป และไม่ได้ส่งผลทั้งสังคม เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจยังไม่ขยับขยายมากนัก

แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศก็เปลี่ยนไป ยุโรปซึ่งเคยเป็นเจ้าอาณานิคมมาก่อนต้องยับเยินจากสงคราม ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งไม่ได้บอบช้ำจากสงครามโดยตรง และอยู่ในฐานะผู้ชนะ กลายเป็นมหาอำนาจผู้นำของประเทศฝ่ายเสรีประชาธิปไตย รัฐบาลไทยในเวลานั้นเลือกที่จะเป็นพันธมิตรกับสหรัฐอเมริกา และแสดงจุดยืนต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอเมริกัน ทั้งทางด้านการทหาร เศรษฐกิจ และวิชาการ เพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เจริญเติบโตและมีกำลังพอที่จะเป็นหน้าด่านในการต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคนี้

กลุ่มอำนาจชั้นนำในสังคมไทยเวลานั้นก็ใช้การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาเป็นกำลังในการยึดครองพื้นที่ทางการเมืองเหนือคนกลุ่มอื่นด้วย วัฒนธรรมอเมริกันจึงมีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมากนับแต่นั้น

ปัจจัยของการเปลี่ยนแปลงประการสำคัญมาจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

เห็นได้ชัดจากการเติบโตของกรุงเทพฯ จากก่อนหน้านี้ที่มีศูนย์กลางความเจริญอยู่ไม่เกิน 30 กิโลเมตร หรือแทบจะไม่ต่างจากหัวเมืองสำคัญอื่นๆ มากนัก ตอนนั้นเริ่มขยายพื้นที่ออกไปในทุกทิศทางอย่างรวดเร็ว ประชากรก็เพิ่มมากขึ้นจนระบบสาธารณูปโภครองรับไม่ทัน เกิดคนกลุ่มใหม่ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ ด้วยโอกาสทางการค้าที่ต่างจากช่วงก่อนสงคราม กลุ่มคนที่มีการศึกษาก็เพิ่มมากขึ้น และยังมีกลุ่มคนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เองที่เป็นผู้กำหนดแนวทางของวัฒนธรรมในสังคมแทนคนกลุ่มเดิม

หนังสือ “วัฒนธรรมบันเทิงในชาติไทย : การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมบันเทิงในสังคมกรุงเทพฯ พ.ศ. 2491-2500” ของ ภัทรวดี ภูชฎาภิรมย์ เป็นงานศึกษาปัจจัยสัมพันธ์ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเวลานั้น โดยกำหนดหัวข้อไว้ที่วัฒนธรรมความบันเทิงหรือมหรสพของคนกรุงเทพฯ

งานศึกษาปูพื้นให้เห็นตั้งแต่วัฒนธรรมความบันเทิงแบบเดิมของสังคมไทยแต่เก่าก่อน ซึ่งสัมพันธ์กับประเพณีพิธีกรรม เช่น ดนตรีที่ใช้ในงานพระราชพิธี โขน หรือหนังใหญ่ อันเป็นเครื่องราชูปโภค ส่วนของชาวบ้านก็มีทั้งความบันเทิงเชิงพิธีกรรม และการร้องรำทำเพลงในชีวิตประจำวัน แต่วัฒนธรรมความบันเทิงของราชสำนักกับวัฒนธรรมความบันเทิงของราษฎรก็มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อราชสำนักรับเอารูปแบบของมหรสพจากชาวบ้านมาพัฒนาให้ประณีตงดงามเป็นแบบแผน แล้วย้อนกลับลงไปมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมบันเทิงของราษฎรอีกที เช่น ดนตรี ละคร หรือท่ารำต่างๆ

การรับอิทธิพลจากต่างชาติก็สำคัญ เพราะความน่าสนใจของมหรสพมักจะอยู่ที่ความแปลกใหม่ด้วย อย่างลิเกก็เป็นการแสดงที่พัฒนามาจากการสวดแขก แต่ได้รับการปรับปรุงให้เข้ากับรสนิยมของชาวบ้านอยู่เสมอ ดังนั้นจึงเป็นมหรสพที่ได้รับความนิยมตลอดมา

ระยะหลังอิทธิพลสำคัญคงหนีไม่พ้นวัฒนธรรมตะวันตก เพราะการดำเนินชีวิตของคนทั่วไปพัฒนาไปทางนั้น

จนมาถึงทศวรรษ 2490 วัฒนธรรมความบันเทิงในสังคมไทยเริ่มมีรูปแบบที่พบเห็นกันในปัจจุบันมากขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ วัฒนธรรมความบันเทิงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นศิลปะที่สืบต่อมาจากราชสำนัก ทั้งบุคลากรและแบบแผน เพราะถือว่าเป็นศิลปะที่ได้รับการพัฒนาจนถึงขั้นคลาสสิกแล้ว สมควรจะได้รับการบำรุงรักษาไว้เป็นสมบัติและเอกลักษณ์ของชาติต่อไป กลุ่มต่อมาคือวัฒนธรรมความบันเทิงร่วมสมัย ซึ่งส่วนใหญ่รับรูปแบบมาจากสังคมตะวันตก แล้วนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสังคมไทยสมัยใหม่ เช่น เพลงปลุกใจ หรือเพลงไทยสากลของวงสุนทราภรณ์ เป็นต้น ส่วนอีกกลุ่มคือวัฒนธรรมความบันเทิงของชาวบ้าน เช่น ลิเก และเพลงตลาดหรือเพลงลูกทุ่ง

เหล่านี้สะท้อนลักษณะของการอุปถัมภ์ ซึ่งแต่เดิมราชสำนักและชุมชนเป็นผู้อุ้มชูศิลปะประเภทต่างๆ ปัจจุบันรัฐบาลและตลาดผู้บริโภคเป็นคนสนับสนุน เพราะฉะนั้นรูปแบบก็ต้องตอบสนองต่อความต้องการ ซึ่งยังคงแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มนั่นเอง คือ วัฒนธรรมความบันเทิงตามแบบแผนที่ใช้จารีตเดิมเป็นมาตรฐาน เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของความเป็นชาติ วัฒนธรรมความบันเทิงร่วมสมัยที่ใช้วัฒนธรรมตะวันตกเป็นมาตรฐาน ตามรูปแบบการใช้ชีวิตที่ดำเนินตามสังคมตะวันตก และวัฒนธรรมความบันเทิงของชาวบ้านที่ใช้วิถีชีวิตเป็นมาตรฐาน แม้จะรับอิทธิพลจากที่อื่นก็มักจะนำมาดัดแปลงให้เหมาะสมกับโลกทัศน์และความเป็นอยู่ของตน

แม้ทั้ง 3 กลุ่มนี้จะผสมปนเปกันบ้างในบางครั้ง แต่ต่อไปช่องว่างของความแตกต่างอาจจะห่างออกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตามลักษณะของความแตกต่างในสังคม กล่าวคือ เอกลักษณ์ของความเป็นชาติจะถูกท้าทายจากกระแสโลกาภิวัตน์ จนกลายเป็นเพียงสิ่งแปลกปลอมในชีวิตประจำวัน ขณะที่คนส่วนหนึ่งเข้าถึงและกลมกลืนไปกับกระแสโลกาภิวัตน์ จนการดำเนินชีวิตเป็นแบบตะวันตกโดยสมบูรณ์ แต่คนอีกส่วนหนึ่งยังคงอยู่ในสังคมแบบเดิมนั่นเอง

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าสังคมไทยจะสามารถพัฒนาเครื่องมือในการประสานและไกล่เกลี่ยความแตกต่างนั้นอย่างไร แต่ก็คาดได้ว่าน่าจะยืนอยู่บนพื้นฐานเดิมเป็นหลัก เพราะฉะนั้นจึงต้องทำความเข้าใจกับรากเหง้าของสังคมไทยให้ถ่องแท้ หากจะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมนี้อย่างเป็นปกติสุข.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2550

คู่มือมนุษย์ในวันที่ยังมีความฝัน

ฮอนด้า โซอิจิโร : ชายผู้สร้างความฝันให้เป็นความจริง (Honda Soichiro Yume O Chikarani) / ฮอนด้า โซอิจิโร – เขียน / กนิฏฐา มัทซุโอะ – แปล / พิมพ์ครั้งแรก : สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. เยาวชน สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น), ตุลาคม 2549

ฮอนด้า โซอิจิโร : ชายผู้สร้างความฝันให้เป็นความจริง (Honda Soichiro Yume O Chikarani) / ฮอนด้า โซอิจิโร – เขียน / กนิฏฐา มัทซุโอะ – แปล

ผมนั่งอ่านหนังสือเล่มนี้ในช่วงปลายปีที่แล้ว ระหว่างติดตามข่าวในแวดวงต่างๆ ซึ่งมักจะมีการสรุปภาพรวมของปีที่ผ่านมา สำหรับวงการอุตสาหกรรมยานยนต์มีรายงานว่าผลประกอบการไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เช่นเดียวกับธุรกิจอีกหลายประเภท กระนั้นก็ยังแข่งขันกันอย่างดุเดือด อย่างตลาดรถกระบะที่ช่วงชิงกันเป็นที่หนึ่งระหว่างค่ายโตโยต้ากับอีซูซุ แต่สำหรับตลาดรถเก๋งขนาดกลางและเล็ก ฮอนด้าแซงหน้า จนเรียกได้ว่าเป็นปีทองของเขาเลย ยิ่งตลาดมอเตอร์ไซค์ ฮอนด้ากินส่วนแบ่งถึง 65 เปอร์เซ็นต์

จักรยานยนต์กับรถยนต์ขนาดกลางและเล็กเป็นงานถนัดของฮอนด้า และทำได้ดีทั้งคู่ แม้จะแยกกันคนละบริษัทก็ตาม ชื่อเสียงของฮอนด้าเป็นที่เชื่อถือในแง่ใช้งานง่าย ซ่อมแซมสะดวก บริการน่าพอใจ แม้ไม่โหมโฆษณามากนัก ผู้บริโภคก็ขานรับปากต่อปาก และจะขายต่อก็มีราคา

ในบ้านเกิดของตัวเอง ปัจจุบันเหลือเพียงโตโยต้ากับฮอนด้าเท่านั้นที่ยังคงเป็นวิสาหกิจรถยนต์ของทุนญี่ปุ่นแท้ๆ ในต่างประเทศชื่อเสียงของฮอนด้าก็เป็นที่ยอมรับไม่น้อย ทั้งในตลาดอเมริกาและยุโรป นวัตกรรมใหม่ๆ อย่าง รถแข่ง Formula 1 หรือหุ่นยนต์ ASIMO ก็สร้างชื่อให้ฮอนด้าเป็นอย่างมาก

หลังจากอ่านหนังสือ “ฮอนด้า โซอิจิโร : ชายผู้สร้างความฝันให้เป็นความจริง” แล้ว ไม่แปลกใจเลยถึงความสำเร็จของฮอนด้าในวันนี้ เพราะหนังสือเล่มนี้ช่วยย้อนหลังให้เห็นว่า ชายผู้เริ่มต้นมาจากเด็กฝึกงานในอู่ซ่อมรถ สามารถสร้างรากฐานของกิจการจนกลายเป็นวิสาหกิจระดับโลกได้อย่างไร

ฮอนด้า โซอิจิโร เป็นวีรบุรุษทางธุรกิจคนหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งสร้างเนื้อสร้างตัวมาจากงานที่ทำด้วยความรู้จริงและสร้างสรรค์ด้วยตนเอง ไม่ได้เป็นแค่นายทุนเท่านั้น ซ้ำยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และมีปรัชญาอันเข้มแข็งรองรับวัฒนธรรมองค์กร จนกลายเป็นแบบอย่างขององค์กรมหาชนที่แท้จริง

เนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาค คือ “ภาคแรก : ประวัติชีวิตข้าพเจ้า” ซึ่งฮอนด้าเขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1962 ขณะที่เขามีอายุได้ 55 ปี และก่อตั้งกิจการมาได้ 14 ปี เล่าเรื่องตั้งแต่เด็ก เป็นบุตรชายของช่างตีเหล็กที่สนใจหลงใหลในเครื่องยนต์กลไกมาแต่น้อย อายุ 16 ปี เขามาสมัครเป็นเด็กฝึกงานของอู่ซ่อมรถยนต์ในกรุงโตเกียว จนอายุ 22 ปี เขาจึงกลับไปเปิดอู่สาขาที่บ้านเกิด ต่อมาก็เปิดโรงงานผลิตวงแหวนลูกสูบ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเริ่มต้นพัฒนาจักรยานติดเครื่องยนต์ขนาดเล็ก จากนั้นจึงย้ายมาตั้งบริษัทฮอนด้าในกรุงโตเกียว ร่วมกับ ฟูจิซาวะ ทาเกโอะ ซึ่งเป็นผู้ดูแลด้านธุรการทั้งหมด และหลังจากพัฒนารถจักรยานยนต์จนประสบความสำเร็จแล้ว เขาก็พัฒนารถยนต์ต่อ

“ภาคสอง : หลังจาก ‘ประวัติชีวิตข้าพเจ้า’ ถูกตีพิมพ์ (ค.ศ. 1962-1991)” เป็นการเรียบเรียงของบรรณาธิการ เล่าเรื่องต่อจากนั้น ซึ่งเป็นประสบการณ์ของฮอนด้าระหว่างดำรงตำแหน่งผู้บริหารองค์กรใหญ่ ผ่านวิกฤตการณ์ และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง กระทั่งลาออกพร้อมกับฟูจิซาวะเพื่อเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ และถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1991

ด้วยเป็นสายตาที่มองย้อนหลัง ดังนั้นจึงเห็นข้อบกพร่องและความผิดพลาดของฮอนด้าด้วย และยังรวมทรรศนะของคนอื่นๆ ให้เห็นรอบด้านมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทของ ฟุจิซาวะ ทาเกโอะ ซึ่งเป็นเสมือนแม่บ้านผู้ดูแลด้านการตลาด ขณะที่ฮอนด้ารับผิดชอบด้านการผลิต

ส่วน “ภาคสาม : รวมสุนทรพจน์และโวหารของ ฮอนด้า โซอิจิโร” นั้น เป็นวาทะที่แสดงปรัชญาความคิดของฮอนด้าได้อย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะเมื่ออ่านหลังจากรับรู้ประวัติชีวิตและการทำงานของเขาทั้งหมดแล้ว จะรู้สึกว่าประโยคเรียบง่ายนั้นช่างเป็นจริงและหนักแน่นยิ่ง เพราะกลั่นออกมาการลงมือทำอย่างหนักเป็นเวลายาวนานนั่นเอง

น้ำเสียงของความกระตือรือร้นในการเล่าถึงการงานของชายผู้มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองทำด้วยความรัก ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุกและเปี่ยมไปด้วยพลังของแรงบันดาลใจ และอาจเพราะเป็นหนังสือที่ตั้งใจให้เยาวชนอ่าน ประสบการณ์อันเข้มข้นจึงสกัดออกมาเป็นสาระที่แจ่มชัดและหนักแน่น คนทำงานหรือผู้ประกอบการอ่านแล้วก็น่าจะได้ประโยชน์เป็นชิ้นเป็นอัน เป็นน้ำเป็นเนื้อของความฝันที่สามารถปั้นแต่งตามอย่างไปได้ไม่ยาก

ท่าทีของหนังสือยังไม่ได้กระตุ้นให้อยากประสบความสำเร็จอย่างหนังสือแนวธุรกิจ แต่กระตุ้นกำลังใจ อย่างที่ผู้เรียบเรียงชี้แจงไว้ใน “บทนำ” ว่า ปรารถนาให้บทเรียนเหล่านี้มีประโยชน์แก่ผู้คน เพราะหลังจากเศรษฐกิจของญี่ปุ่นผ่านช่วง “สิบปีแห่งความล้มเหลว” ในยุค 90 มาแล้ว คนหนุ่มสาวก็ดูเหมือนจะตกอยู่ในบรรยากาศของความสิ้นหวังและไร้ความฝัน

ประวัติของฮอนด้าเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า การจะก้าวหน้าต่อไปได้ด้วยดีนั้น ต้องมีปรัชญาที่ดีเป็นหลักชี้นำ อย่างฮอนด้าจะมีปรัชญาในการทำงานว่า ต้องพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพมากที่สุด และต้องไม่ลอกเลียนแบบใครด้วย เพราะฉะนั้นงานของเขาจึงมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการของคนในสังคมอยู่เสมอ อย่างจักรยานยนต์รุ่น Dream D ซึ่งมีประสิทธิภาพมากในขณะนั้น หรือจักรยานยนต์รุ่น Super Cub C100 ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งครอบครัว หรือรถยนต์รุ่น CIVIC ที่ใช้เครื่องยนต์ลดควันพิษ ตอบรับกับกระแสควบคุมมลภาวะจากรถยนต์ในขณะนั้นพอดี

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ทำให้ฮอนด้าตัดสินใจลงแข่งขันในสนามแข่งรถระดับโลก เพื่อสร้างชื่อเสียงและนำประสบการณ์ที่ได้นั้นมาพัฒนาต่อ นั่นเองที่ทำให้บริษัทรถยนต์น้องใหม่อย่างฮอนด้าเร่งเครื่องตามทันและแซงหน้าบริษัทอื่นอย่างรวดเร็ว

และด้วยตระหนักดีว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวต้องมีงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพรองรับ ดังนั้นเขาจึงก่อตั้งสถานบัน Honda R&D ขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยเริ่มต้นจากทำรถแข่งนั่นเอง การบริหารจัดการสถาบันวิจัยต่างจากโรงงาน เพราะหน้าที่ของโรงงานนั้นคือการผลิต พนักงานจำเป็นต้องเชื่อฟังองค์กรเป็นหนึ่งเดียว แต่งานวิจัยต้องอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของปัจเจกบุคคล และต้องพบกับความล้มเหลวมากกว่าความสำเร็จ เพราะฉะนั้น Honda R&D จึงอยู่ได้ด้วยการอาศัยเงินวิจัยจากฮอนด้ามอเตอร์ร้อยละ 3 ของยอดขายทั้งหมด และขายผลงานวิจัยให้กับฮอนด้ามอเตอร์เป็นการตอบแทน

ด้วยเหตุนี้นวัตกรรมของฮอนด้าจึงก้าวหน้าอยู่เสมอ อย่างกิจกรรมภายในอย่างงานประกวด All Honda Idea Contest นั้น ก็เป็นแรงกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานได้เป็นอย่างดี

นอกเหนือจากนี้ฮอนด้ายังเน้นความมีเหตุมีผลในการทำงาน เช่น หมั่นสังเกตสถานการณ์จากตัวแทนจำหน่ายอยู่เสมอ ทำให้ปรับโครงสร้างการทำงานได้ทันท่วงทีต่อการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ ทั้งยังเน้นความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค และการนำผลกำไรคืนสู่สังคม

ผมชอบที่หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เน้นความสำเร็จจากความร่ำรวยในการทำธุรกิจ แต่เน้นความสุขจากการทำงาน อย่างที่ฮอนด้าพูดถึงความสุข 3 ประการของเขา คือ ความสุขจากการเป็นผู้สร้างสินค้าที่มีคุณภาพ ความสุขจากการต้อนรับของผู้บริโภค และความสุขจากความภาคภูมิใจเมื่อสินค้านั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้คน อันล้วนเป็นความสุขที่เกิดจากความรับผิดชอบนั่นเอง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]