วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำเงินจากปัญญา

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร (The Creative Economy : How People Make Money from Ideas) / จอห์น ฮาวกินส์ (John Howkins) – เขียน / คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ – แปล / ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC), พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2552

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร (The Creative Economy : How People Make Money from Ideas) / จอห์น ฮาวกินส์ (John Howkins) – เขียน / คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ – แปล

ระบบเศรษฐกิจแบบต่างๆ เกิดขึ้นมาเพื่อจัดสรรทรัพยากรและความสัมพันธ์ทางการผลิตให้สนองต่อความต้องการของคนในสังคมได้อย่างลงตัว เมื่อสังคมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขปัจจัยนานาประการอยู่ตลอดเวลา ระบบเศรษฐกิจก็ต้องมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ จนเรียกได้ว่าไม่มีรูปแบบใดที่สมบูรณ์

ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมพัฒนาและคลี่คลายมาโดยตลอด จนนำความเจริญมั่งคั่งมาสู่มนุษย์ในทุกๆ ด้านของชีวิต ด้วยหลักการที่ยอมรับในธรรมชาติความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบอื่นซึ่งปฏิเสธความต้องการเช่นนั้นมักจะขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้ตนเอง

แต่ทุนนิยมก็มีข้อบกพร่องในตัวมันเองอย่างมาก โดยเฉพาะการควบคุมความต้องการที่ไม่สิ้นสุด ความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากร และความซับซ้อนของระบบที่ซุกซ่อนสารพัดปัญหาไว้ภายใต้กติกาที่ทุกคนยอมรับ จนทุนนิยมกลายเป็นภัยคุกคามความอยู่รอดของมนุษยชาติเสียเอง เมื่อมันเป็นเสมือนเครื่องจักรที่เขมือบกลืนทุกอย่างโดยไร้การควบคุม จนโลกเสียสมดุลทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคม

การปรับเปลี่ยนในระดับโครงสร้างก็ทำได้ลำบาก เพราะยากจะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจและมองเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องไกลตัว คนที่มีโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรจึงไม่ค่อยตระหนักถึงปัญหา และหลายเรื่องก็ต้องรอให้ปัญหาต่างๆ สะสมเงื่อนไขจนกลายเป็นวิกฤตที่กระทบถึงกันทั้งหมดเสียก่อน

กระนั้นทุนนิยมก็ยังปรับตัวอยู่เสมอ แม้จะเป็นการปรับตัวเพื่อการทำมาหากินก็ตาม แต่บางอย่างก็เป็นแนวโน้มที่ดีมากกว่าเสีย และอาจจะเป็นช่องทางในการใส่เนื้อหาใหม่ๆ ลงไปได้อย่างคาดไม่ถึง

หนังสือ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : เขามั่งคั่งจากความคิดกันอย่างไร” (The Creative Economy : How People Make Money from Ideas) ของ จอห์น ฮาวกินส์ (John Howkins) เป็นกรณีศึกษาของการปรับเปลี่ยนช่องทางทำมาหากินจากเศรษฐกิจอุตสาหกรรมมาเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากตัวอย่างในหลายๆ ประเทศ ซึ่งบางแห่งถึงกับยกเป็นนโยบายหลักของยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศด้วยซ้ำ

เบื้องต้นย่อมมาจากความอิ่มตัวของการสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของคนในสังคมนั้น ตามธรรมดาของคนที่พึงพอใจในความต้องการทางกายภาพแล้ว ย่อมต้องการความพึงพอใจในระดับอารมณ์และจิตวิญญาณ นอกเหนือจากนั้นก็เป็นหมากบังคับของแนวโน้มทางเศรษฐกิจ เนื่องจากตัวแบบทางธุรกิจแบบเดิมเริ่มเสื่อมถอย ทรัพยากรธรรมชาติก็ร่อยหลอจนถึงขั้นต้องฟื้นฟูกันแล้ว เพราะฉะนั้นจึงต้องมองหาเศรษฐกิจใหม่มาทดแทน

ประเทศมหาอำนาจค้นพบว่าสิ่งที่เป็นนามธรรมอย่างทรัพย์สินทางปัญญาก็มีมูลค่ามหาศาลไม่แพ้สินค้าที่เป็นวัตถุจับต้องได้เหมือนกัน หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารก็เปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ผลิตสินค้าหรือบริการที่แปลกใหม่เสนอแก่ตลาด อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นต้องถือว่ายังเยาว์อยู่มาก อย่างน้อยที่ปรากฏเป็นนโยบายก็เพียง 10 กว่าปีเท่านั้น ยังต้องเฝ้าสังเกตทั้งโอกาสและปัญหาในปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างความเปลี่ยนแปลง

จอห์น ฮาวกินส์ เป็นผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลกในฐานะที่ปรึกษา เขาจึงมีประสบการณ์ตรงเป็นข้อมูลพื้นฐานของการวิเคราะห์ อย่างน้อยเขาก็มองเห็นในระดับส่วนตัวว่ามันเป็นธุรกิจที่สนุกและทำเงิน และคงไม่แปลกที่เขาจะเริ่มต้นบทแรกๆ ของหนังสือด้วยแง่มุมทางกฎหมายและการนิยามอันชวนปวดหัว เรื่องยุ่งๆ ของทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งเป็นนามธรรม ไม่ใช่ของที่จับต้องได้เหมือนทรัพย์สินอย่างอื่น ไม่ว่าจะเป็น “ลิขสิทธิ์” (copyright) “สิทธิบัตร” (patent) “เครื่องหมายการค้า” (trademark) หรือ “แบบผลิตภัณฑ์” (design) ล้วนต้องกำหนดขอบเขตความหมายให้ดีว่าครอบคลุมแค่ไหน ขณะที่ธรรมชาติของการสร้างสรรค์หลายๆ อย่างก็ไม่ค่อยอยู่ในกรอบที่แน่นอน

เพราะหากระบบทุนนิยมพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ด้วยกฎหมายรับรองทรัพย์สินส่วนบุคคล ทำให้เกิดการสะสมทุนและการแข่งขันกัน การรับรองและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในทางกฎหมายก็จะทำให้เกิดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์มากขึ้น ดังประเทศพัฒนาแล้วจะเกิดสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่จำนวนมาก เพราะคนที่ทำงานสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองในสิทธิเหนือผลงานของตน และได้รับผลประโยชน์เต็มความสามารถ ขณะที่สังคมซึ่งขาดนวัตกรรมมักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับคุณค่าทางปัญญาเท่าใดนัก

ส่วนที่เหลือของหนังสือก็จะว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสรรค์กับเศรษฐศาสตร์ นับตั้งแต่การควานหาว่าอะไรคือธรรมชาติของการสร้างสรรค์ อะไรคือคุณลักษณะของผู้สร้างสรรค์ และกระบวนการของการสร้างสรรค์เป็นอย่างไรบ้าง

เขาสรุปคุณลักษณะของผู้สร้างสรรค์ไว้ 6 ประการ คือ (1) มีใจเปิดกว้าง (2) มีความคิดอิสระ (3) ไม่เกรงกลัวการเปลี่ยนแปลง (4) ท้าทายกับที่ว่างและต้องการเติมบางสิ่งบางอย่าง (5) มีอารมณ์ขัน และ (6) ชอบแข่งขันและมีจุดมุ่งหมาย

การสร้างสรรค์เปล่าๆ อาจไม่ก่อมูลค่าใดเลย เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะสมบูรณ์ต้องทำเงินได้ด้วย ดังที่ จอห์น ฮาวกินส์ เขียนเป็นสูตรไว้ว่า CE = CPxT หรือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CE) มีค่าเท่ากับมูลค่าของผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ (CP) คูณด้วยจำนวนการซื้อขาย (T)

เขาให้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับทิศทางในระดับโลกของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สำคัญ 15 ประเภท คือ การโฆษณา สถาปัตยกรรม ศิลปะ หัตถกรรม งานออกแบบ แฟชั่น ภาพยนตร์ ดนตรี ศิลปะการแสดง การพิมพ์ การวิจัยและพัฒนา ซอฟต์แวร์ ของเล่นและเกม โทรทัศน์และวิทยุ และวิดีโอเกม โดยชี้ให้เห็นถึงความถดถอยและการเติบโต อันขึ้นอยู่กับตัวแบบทางธุรกิจแต่ละประเภทว่าจะสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ได้ดีเพียงใด ความสำเร็จย่อมอยู่ที่การสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่ให้ตรงต่อความต้องการในสังคม

หรือตามแนวโน้มดังที่ จอห์น เพอร์รี บาร์โลว์ แห่งวง Grateful Dead และผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Electronic Frontier เห็นว่า “เศรษฐกิจในอนาคตจะอิงอยู่กับความสัมพันธ์มากกว่าการครอบครอง” หรือที่ เจเรมี ริฟกิน เห็นว่า “ความเป็นเจ้าของกำลังถูกแทนที่ด้วยการเข้าถึง คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าใครเป็นเจ้าของอะไร แต่อยู่ที่ใครเข้าถึงมัน ใครสามารถใช้มัน” (หน้า 55)

แต่ก็ไม่ง่ายเลย เพราะเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในปัจจุบันยังคงเติบโตอยู่ภายใต้โครงสร้างเดิมนั่นเอง และต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนอีกมาก อย่างน้อยช่วงแรกก็ต้องหลอกล่อด้วยภาษาผลประโยชน์ให้ตาโตกันเสียก่อน แต่หากคิดจะใส่เนื้อหาที่สร้างสรรค์ลงไปก็คงต้องมองให้ไกลกว่านั้น.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2552

ระหว่าง “ตลาด” กับ “ศิลปะ”

หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย / ธนา วงศ์ญาณณาเวช / Unfinished Project Publishing, พิมพ์ครั้งแรก สิงหาคม 2551

หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย / ธนา วงศ์ญาณณาเวช

หนังสือเล่มบางๆ นี้ตบตาคนอ่าน แอบแฝงมาอยู่ในชั้นหนังสือเกี่ยวกับหนัง ทำท่าเหมือนจะอธิบายความเป็นหนังศิลปะว่าไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่ประกอบขึ้นมาจากปัจจัยมากมาย ทว่าคนรักหนังอ่านแล้วอาจจะหงายหลังล้มตึง เพราะองค์ประกอบต่างๆ ที่หนังสือเล่มนี้ยกมานั้น เป็นไปเพื่อถอดรื้อมายาคติเกี่ยวกับความเป็นศิลปะของหนังต่างหาก

พูดง่ายๆ ว่าหนังไม่ได้เป็นศิลปะในตัวเอง แต่ความเป็นศิลปะของหนังประกอบสร้างขึ้นมาจากกรอบความคิดและสภาพแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่ง

ความจริงแล้วหนังสือเล่มนี้เป็นงานวิชาการในสายสังคมศาสตร์ ศึกษาวัฒนธรรมเพื่ออธิบายวาทกรรมในการประกอบสร้างแนวคิดนั้นๆ ขึ้นมา เพียงแต่เขียนในรูปแบบที่ลำลองหน่อยเท่านั้น

ธนา วงศ์ญาณณาเวช เป็นนามแฝงของนักวิชาการที่มีชื่อเสียงระดับ “เจ้าพ่อโพสต์โมเดิร์น” คนหนึ่งของเมืองไทย ฉายานี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาจากความรู้ที่ล้วงลึกเข้าไปในรากเหง้าของวัฒนธรรมตะวันตกอันเป็นต้นกำเนิดของปรัชญาสมัยใหม่ทั้งหลาย จนเห็นที่มาของกระสวนความคิดซึ่งสัมพันธ์กับบริบททางประวัติศาสตร์ของชาวตะวันตกอย่างแยกไม่ออก ซึ่งหากจะเข้าใจให้ถ่องแท้ก็ต้องรู้ซึ้งถึงที่มานั้นด้วย

แนวคิดแบบหลังสมัยใหม่ หรือ Postmodernism ส่วนใหญ่จะเป็นการถอดรื้อปรัชญาสมัยใหม่ลงในหลายด้าน แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องเข้าใจความเป็นสมัยใหม่อย่างถ่องแท้เสียก่อน นักวิชาการผู้นี้เสนอผลงานศึกษาเรื่องยากๆ ยุ่งๆ เหล่านี้ออกมาอย่างจริงจังและต่อเนื่องกว่าใคร มิเพียงเท่านั้นลีลาของเขายังเป็นแบบโพสต์โมเดิร์นโดยเนื้อแท้ ขณะที่นักวิชาการท่านอื่นอาจจะพยายามเรียบเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับ “หลังสมัยใหม่” ด้วยระเบียบวิธีที่ชัดเจนแบบ “สมัยใหม่” แต่ “ธนา” ยังคงทิ้งร่องรอยวกวนแตกกระจายไม่รู้จบในสัมพันธบทของความหมาย อันเป็นภาวะพื้นฐานอย่างหนึ่งของความเป็นหลังสมัยใหม่

ดังจะเห็นว่า ด้วยความที่เป็นคนรู้เยอะ การเล่าเรื่องของเขามักจะมีการอธิบายขยายความซ้อนการอธิบายขยายความต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนยากที่จะจับเค้าโครง หรืออาจจะไม่มีเค้าโครงเลย นอกจากรายละเอียดปลีกย่อยของประเด็นที่กำลังกล่าวถึง เพราะฉะนั้นหนึ่งประโยคของเขาอาจจะขยายยาวได้หลายหน้ากระดาษ นอกจากนี้ประเด็นที่เขาหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งก็ออกไปทางแผลงๆ แต่ละลานตาไปด้วยความรู้สารพันอย่างคาดไม่ถึง

ด้วยหน้าที่การงานแล้ว “ธนา” เป็นอาจารย์ทางด้านรัฐศาสตร์ แต่เขาก็มีผลงานครอบคลุมหลายศาสตร์ โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์ความคิดและวัฒนธรรมศึกษา ธนา วงศ์ญาณณาเวช เป็นนามที่เขาใช้เขียนเรื่องเกี่ยวกับหนัง ดนตรี หรือมหรสพอื่นๆ เป็นประจำ สวนใหญ่จะเป็นมหรสพชั้นสูงของตะวันตกที่ต้องใช้ความรอบรู้เป็นพิเศษ หรือแม้จะเขียนถึงหนังธรรมดา เขาก็จะตีความประเด็นที่สนใจเสียจนล้ำลึก

หนังสือ “หนังอาร์ตไม่ได้มาเพราะโชคช่วย” ไม่ได้เขียนถึงตัวหนังโดยตรง แต่เขียนถึงกระบวนการของการสร้างคุณค่าในเชิงศิลปะให้กับหนัง เพื่ออธิบายเชื่อมโยงถึงสภาพการณ์บางอย่างในสังคม กรณีศึกษาที่เขายกมาเป็นตุ๊กตาในครั้งนี้คือสถานะของภาพยนตร์ในสังคมอเมริกันและยุโรปในช่วงเวลาระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเริ่มวางรากฐานบางอย่างที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ธนาเริ่มด้วยการชี้ให้เห็นว่าเดิมทีภาพยนตร์ไม่ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปะ” เพราะเห็นว่าเป็นผลผลิตของ “ยนตร์” หรือ “เครื่องจักร” มิใช่เกิดจากฝีมือของมนุษย์ทั้งหมดเหมือนภาพวาด ดนตรี หรือศิลปะแขนงอื่นๆ

สำนึกถึงคุณค่าในเชิงศิลปะของชาวยุโรปเข้มข้นขึ้นเมื่อเครื่องจักรมีบทบาทในการผลิตแทนมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ของที่ผลิตโดยฝีมือมนุษย์จึงถูกยกระดับให้มีความพิเศษกว่า เพราะผลิตได้น้อยกว่า และไม่ซ้ำกันเหมือนสินค้าอุตสาหกรรม แต่กระนั้นก็เป็นค่านิยมที่มีขอบเขตจำกัดเฉพาะกลุ่มชนชั้นนำในสังคมเท่านั้น ขณะที่ชาวบ้านทั่วไปใช้ข้าวของจากโรงงานอุตสาหกรรมในชีวิตประจำวันกันหมดแล้ว

สังคมอุตสาหกรรมยังนำมาซึ่งมวลชน (Mass) ซึ่งมีลักษณะเหมือนกัน และขาดลักษณะจำเพาะตนแบบปัจเจกชนที่มีวิจารณญาณของตัวเอง นั่นเองที่ปัญญาชนเห็นว่าเสียงข้างมากอาจทำลายอุดมคติของประชาธิปไตยลงได้ในวันหนึ่ง หากเป็นมวลชนที่มีแต่ปริมาณ แต่ขาดประสิทธิภาพในการใช้เหตุผล ดังเช่นกรณีของฮิตเลอร์และพรรคนาซีเยอรมันในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

หรือตัวอย่างของรสนิยมมวลชน ซึ่งมักจะเป็นที่ทนไม่ได้ของปัญญาชน แม้พวกเขาจะอ้างว่ายืนเคียงประชาชนส่วนใหญ่เพียงใดก็ตาม หนังที่ปัญญาชนยกย่องว่าดีอาจไม่มีใครดูเลย ขณะที่หนังซึ่งคนส่วนใหญ่ชอบดูอาจเป็นไปในทางที่ปัญญาชนต้องส่ายหน้า

ธนาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างสังคมยุโรปกับสังคมอเมริกันผ่านทางสภานะของภาพยนตร์ สังคมยุโรปยังมีสำนึกเรื่องชนชั้น แรกเริ่มก็มองว่าหนังเป็นความบันเทิงชั้นต่ำราคาถูก ไม่ได้มีความเป็นศิลปะ ต่อมาเมื่อต้องต่อสู้กับรสนิยมสาธารณ์ของหนังอเมริกัน ก็หันมายกย่องความเป็นศิลปะของหนังไว้เสียจนเลิศลอยห่างไกลจากตลาด ขณะที่สังคมอเมริกันเองก็มีแต่สำนึกเรื่องการค้าขาย เพราะฉะนั้นหนังฮอลลีวู้ดจึงไม่เคยสนใจว่ามันจะเป็นศิลปะหรือไม่เป็นศิลปะ นอกจากว่าจะขายได้มากหรือน้อยเท่านั้น

เช่นนั้นเองหนังฮอลลีวู้ดจึงแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลกในฐานะสินค้าเพื่อความบันเทิงที่เข้าถึงคนได้ทุกกลุ่ม ขณะที่หนังยุโรปต้องจำกัดตัวเองอยู่กับโรงหนังอาร์ตเฮ้าส์เล็กๆ ตามสถาบันที่มีคนดูอยู่ไม่กี่คน

สถานการณ์ในปัจจุบันอาจต่างไปจากเมื่อก่อนมาก เนื่องจากการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้งของเทคโนโลยีทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง หนังก็มีหลากหลายประเภทมากขึ้น จนไม่สามารถแบ่งแยกเป็นหนังตลาดกับหนังศิลปะได้อย่างชัดเจนอีกแล้ว

เช่นนั้นเองความขัดแย้งในสังคมที่เกิดจากโครงสร้างการผลิตและฐานคิดที่ต่างกันก็อาจละลายไปได้ด้วยความหลากหลาย การแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่ายอาจเป็นแค่ภาพลวงตาจากความคุ้นเคยของวิธีคิด หนังอเมริกันไม่ได้มีแค่หนังตลาด หนังยุโรปก็ไม่ได้มีแค่หนังศิลปะ ตลาดหรือความเป็นศิลปะไม่ได้แบ่งออกจากกันอย่างเด็ดขาดด้วยมหาสมุทรแอตแลนติก แต่แบ่งแยกออกจากกันด้วยความคิด และแท้จริงแล้วสรรพสิ่งในโลกก็ยากที่จะแบ่งแยกหมวดหมู่ไปตามความคิดของมนุษย์

เขียนรูปด้วยสีเดียวยากที่จะทำให้สวย ความขัดแย้งระหว่างสี 2 สีก็อาจละลายหายไปได้ด้วยการระบายสีที่หลากหลายลงไปในภาพ.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551

ชิ้นส่วนที่แตกกระจาย

สูญ เล่ม 1 / สุทธิชาติ ศราภัยวานิช (SS) / LET’S Comic, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2551

สูญ เล่ม 1 / สุทธิชาติ ศราภัยวานิช (SS)

กระแสวัฒนธรรมย่อยของคนหนุ่มสาวในช่วงทศวรรษ 2540 หรือที่เรียกกันว่า “อินดี้” (independence) ซึ่งมีค่านิยมเน้นความเป็นตัวของตัวเองและการทำเอง ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์ในแนวทางใหม่ๆ ขึ้นในหลายวงการ แต่ส่วนใหญ่ก็จะสลายตัวไปตามกาลเวลา เพราะตลาดไม่ได้ขยายให้มีขนาดพอที่จะรองรับ ส่วนคนที่จะทำต่อก็ต้องปรับตัวหรือยืนยันตัวเองด้วยเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละคน

วงการการ์ตูนก็เกิดคนเขียนการ์ตูนที่สร้างรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นจำนวนหนึ่ง ด้วยคุณภาพของผลงานที่น่าพึงพอใจไม่น้อย และเมื่อผ่านช่วง “ปล่อยของ” กันมาแล้ว หลายคนก็พยายามจะเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ทำงานได้ต่อเนื่อง แต่จะเติบโตได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับการตอบรับของตลาดนั่นเอง

ตัวอย่างของนักเขียนการ์ตูนสายพันธุ์ใหม่ซึ่งมีความโดดเด่นในลักษณะการทำงานที่ใกล้เคียงกันก็เช่น สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ผู้เขียน “JOE the SEA-CRET agent” วิศุทธิ์ พรนิมิตร ผู้เขียน “hesheit” และ ทรงศีล ทิวสมบุญ ผู้เขียน “Improvise” ด้วยรูปแบบเฉพาะตัวที่จัดจ้านทั้งลายเส้นและการเล่าเรื่อง สามารถสร้างความเป็นต้นแบบในระดับสากล ทั้งยังสะท้อนสภาพจิตใจของยุคสมัยด้วย

ความรู้สึกที่คล้ายกันอาจแสดงออกผ่านลายเส้นที่รกรุงรังและเต็มไปด้วยร่องรอยเปรอะเปื้อน ตามรสนิยมทางสายตาแบบพวก Maximalism เนื้อหาก็อัดแน่นไปด้วยแรงบันดาลใจอันรกเรื้อและหมิ่นเหม่ออกไปทางด้านมืดของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้ล้ำเส้นศีลธรรม และยังมีขอบเขตความดีงามแบบไทยๆ ตีกรอบอยู่ในสำนึกเสมอ เพียงแต่อาจจะตั้งคำถามต่อแบบอย่างของสังคมด้วยท่าที “ถอดรื้อ” (deconstruction) บ้าง อันเป็นลีลาที่ตกค้างมาจากกระแสทางเลือกในวัฒนธรรมร่วมสมัยยุค ’90

หากจะวัดกันที่การยืนระยะแล้ว ต้องยกให้ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช เป็นพี่ใหญ่ของการ์ตูนแนวที่กล่าวมา เพราะเขาสร้างชื่อมาตั้งแต่ตัวการ์ตูนนักสืบหนวดปลาหมึก JOE the SEA-CRET agent ที่ลงในนิตยสาร Katch ซึ่งเป็นสื่อกลางของวัยรุ่นในยุค “สายเดี่ยว” และ Center Point เฉิดฉาย ความโดดเด่นของสุทธิชาติอยู่ที่การสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูน อย่างเรื่อง “JOE” เขาสร้างโลกสมมุติขึ้นมาให้พวกสัตว์ทะเลวิวัฒนาการมาใช้ชีวิตอยู่ร่วมในสังคมมนุษย์ด้วย ความแปลกประหลาดของบรรดากุ้งหอยปูปลาต่างๆ เปิดโอกาสให้เขาสร้างตัวการ์ตูนที่มีบุคลิกน่าสนใจขึ้นมากมาย ทั้งที่อยู่ในเรื่อง และแตกออกมาเป็นเรื่องสั้นต่างหาก

เนื้อเรื่องก็ทำให้เป็นสากลไปเสีย ไม่ได้ฝืนเป็นไทยให้พิพักพิพ่วน เส้นสายที่โปรดปรานของเขาคือการเขียนถึงความรกเรื้อรุงรัง อันเป็นร่องรอยของขยะจากวัฒนธรรมบริโภคนิยม ตัวละครในลักษณะหลุดลุ่ยจากแบบแผน และเหล่าคนนอกของสังคม ฉากต่อสู้ที่เละเทะกระจุยกระจาย รสชาติคล้ายยำทะเลรวมมิตร

ความสำเร็จของนักเขียนการ์ตูนวัดกันที่การสร้างคาแร็กเตอร์ให้เป็นที่ประทับใจจดจำ พอมีบุคลิกของตัวการ์ตูนที่ชัดเจนแล้ว เดี๋ยวเรื่องราวก็ตามมาเอง จากเรื่อง “JOE the SEA-CRET agent” และเรื่องปลีกย่อยที่เขาเขียนต่อจากนั้น เป็นข้อพิสูจน์ว่าสุทธิชาติมีความสามารถในการสร้างตัวละครที่โดดเด่นหลากหลาย จะขาดก็แต่เงื่อนไขที่รองรับการทำงานอย่างต่อเนื่องเท่านั้น

จนมาถึงเรื่อง “สูญ” ที่เขาเขียนเป็นประจำลงใน LET’S นิตยสารการ์ตูนไทยรายเดือน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เปิดโอกาสให้เขาสร้างโลกสมมุติขึ้นมาใหม่ทั้งใบอีกครั้ง และได้แสดงความสามารถในการสร้างคาแร็กเตอร์ของตัวการ์ตูนอันโดดเด่น อย่างเรื่อง “JOE the SEA-CRET agent” เขาสนุกกับการนำข้อมูลสัตว์ทะเลประเภทต่างๆ มาเขียนเป็นการ์ตูน และสำหรับเรื่อง “สูญ” เขาก็นำของเล่นหลากประเภทมาเป็นแรงบันดาลใจ

เหมือนกับเด็กผู้ชายที่ชอบนำของเล่นมาต่อสู้กัน เรื่อง “สูญ” ก็มีเค้าโครงวางอยู่บนการต่อสู้ของ “ทอยส์” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งชื่อ “กาก้า” (ชื่อเดียวกับขนมกรุบกรอบแถมของเล่นสมัยที่นักเขียนเป็นเด็ก) ทอยส์แต่ละชิ้นจะต้องต่อสู้กันเพื่อช่วงชิงพลังแห่งพระเจ้าที่เรียกว่า “เนอร์วาน่า”

เรื่องราวดำเนินผ่านเด็กผู้หญิงชื่อแชมพูซึ่งมีตุ๊กตาหมีท่าทางห่ามๆ ติดอยู่ที่หลัง มันทำให้เธอไม่โตเป็นผู้ใหญ่ ขณะเดียวกันพลังของเจ้าตุ๊กตาหมีก็ถูกจำกัดด้วย เพราะมันจะยืดร่างเป็นหมีนักสู้ตัวสูงใหญ่คิ้วหนาได้ก็เฉพาะเวลาที่เธอหลับเท่านั้น แต่ก็ต้องมีตัวเธอติดอยู่ที่หลังตลอดเวลา และจะกลืบคืนสภาพเดิมทันทีที่เธอตื่น

เด็กหญิงกับพี่หมีต้องเดินทางออกจากหมู่บ้าน เพื่อไปตามหาหมอที่จะช่วยแยกทั้งสองออกจากกัน ระหว่างทางก็ต้องพบกับเหล่าวายร้าย ซึ่งมักจะกลายเป็นเหยื่อให้พี่หมีได้จัดการยืดเส้นยืดสาย จากนั้นก็พบกับความลับของทอยส์มากขึ้นทุกขณะ

หนังสือเพิ่งออกมาเพียงเล่มแรก หรือ 10 ชิ้น (ตอน) และเพิ่งมีทอยส์ปรากฏตัวเพียง 3 ชิ้น คือ พี่หมีที่ติดอยู่หลังแชมพู บิลด์ที่ประกอบขึ้นมาจากตัวเลโก้ และสามารถแยกร่างประกอบเป็นอะไรก็ได้ และ MIYATA ที่เป็นแค่โครงประกอบกลวงๆ แต่เมื่อมันไปแตะโดนใครเข้า ร่างของคนผู้นั้นจะแยกชิ้นส่วนกลายเป็นโมเดลของเล่นไปทันที แถมด้วย Mr.G ที่เป็นผู้บันทึกเรื่องราวทั้งหมด

ตามเนื้อเรื่องจะต้องมีทอยส์ถึง 100 ชิ้น แต่เพียงแค่นี้ก็สนุกกับจินตนาการอันบรรเจิดของผู้เขียนแล้ว

ความเปลี่ยนแปลงในลายเส้นของสุทธิชาติจะเห็นได้จากการลดความรกรุงรังลงกว่าแต่ก่อน และมีความชัดเจนมากขึ้น รวมถึงความชัดเจนในแนวคิดที่นำเสนอด้วย แต่ลักษณะของภาพที่เป็นเหมือนลายเซ็นของเขาก็ยังมีให้เห็นอยู่เสมอ เช่น ฉากปะทะกันกระจุยกระจาย หรือสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมพังทลาย

“ลายเซ็น” อันหนึ่งที่เห็นมาตั้งแต่ JOE คือการเขียนภาพตัวการ์ตูนที่ขาดวิ่นหลุดลุ่ยไปซีกหนึ่ง จนเห็นเนื้อหนังมังสาภายในกะรุ่งกะริ่งเป็นชิ้นๆ เช่นเดียวกับโลโก้เรื่อง “สูญ” ที่เป็นวงกลมหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงไปแถบหนึ่ง นั่นเป็นมโนภาพที่สะท้อนความรู้สึกของยุคสมัย การตระหนักถึงความเสื่อมสลายอยู่ตลอดเวลา แม้ว่าจะอยู่ท่ามกลางสังคมบริโภคอันล้นเกินก็ตาม

การทำหน้าที่ของการ์ตูนในการปลดปล่อยอารมณ์ดิบหยาบในจิตใต้สำนึกออกมาเป็นจินตภาพที่เกินจริงเป็นศิลปะอันละเอียดอ่อน ไต่ขอบเส้นศีลธรรมเฉียดฉิว ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างอารมณ์ขันกับความห่าม เช่นนั้นเองการ์ตูนที่ตั้งหน้าตั้งตาสอนศีลธรรมโดยตรงจึงมักจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะกลไกการทำงานของการ์ตูนจะคล้ายกับความฝันเวลาหลับ มันจะช่วยขัดเกลาจิตใจด้วยการจำลองสถานการณ์ที่เกินจริงทั้งในด้านบวกและลบ เพื่อให้สภาพจิตที่ผ่านการปะทะขัดแย้งมาในชีวิตประจำวันได้ปรับสมดุล ยิ่งวิถีชีวิตมีความยุ่งเหยิงมากแค่ไหน ความเกินจริงในจินตนาการก็จะผกผันรุนแรงเท่านั้น

การ์ตูนที่ผู้เขียนสร้างขึ้นมาด้วยเงื่อนไขอันเป็นอิสระ ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่กับข้อจำกัดของตลาดมากเกินไปนัก จึงมีคุณค่าในฐานะภาพสะท้อนสังคมได้ดีเช่นเดียวกับงานวรรณกรรมหรือศิลปะแขนงอื่น และ สุทธิชาติ ศราภัยวานิช ก็เป็นหนึ่งในนักเขียนการ์ตูนคนสำคัญของเราในยุคสมัยปัจจุบัน.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เมล็ดพันธุ์ที่รอวันงอกงาม

ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน / อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย / Fullstop, พิมพ์ครั้งแรก ปี 2551

ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน / อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย

คนอีสานเรียกโบสถ์ว่า “สิม” ซึ่งน่าจะมาจากคำว่า “สีมา” หรือ “เสมา” สิมแต่ดั้งเดิมนอกจากจะเป็นศาสนสถานสำคัญที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางสงฆ์แล้ว ยังเป็นเครื่องสะท้อนภูมิปัญญาของชาวอีสานด้วย ตั้งแต่รูปแบบสถาปัตยกรรมที่ใช้วัสดุท้องถิ่นในการก่อสร้างเสียเป็นส่วนใหญ่ และยังมีรูปทรงที่เรียบง่าย พอเหมาะ สมถะ และหนักแน่น บ่งบอกปรัชญาในการดำเนินชีวิต รวมทั้งการตีความพุทธธรรมด้วยประสบการณ์ท้องถิ่น

สิมจึงมีความงามที่ควรค่าแก่การพินิจพิจารณา

นอกจากนี้สิมยังประดับด้วยจิตรกรรมฝาผนังที่เรียกว่า “ฮูปแต้ม” ซึ่ง “ช่างแต้ม” ชาวอีสานได้รังสรรค์ขึ้นอย่างอิสระ ภายใต้ขนบประเพณีของตนเอง เพราะห่างไกลจากแบบแผนศิลปกรรมของช่างหลวง จิตรกรรมฝาผนังบนสิมจึงเต็มไปด้วยลักษณะเฉพาะตัว มีความบริสุทธิ์จริงใจในการแสดงออก ขณะเดียวกันก็บันทึกวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสานลงไปอย่างซื่อตรง จนเรียกได้ว่าสิมก็คือยุ้งฉางทางวัฒนธรรมของชาวอีสาน ซึ่งช่วยเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์แห่งภูมิปัญญาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้เพื่อบ่มเพาะเป็นความเจริญงอกงามต่อไปเบื้องหน้า

แบบอย่างทางศิลปะของงานจิตรกรรมที่ประดับอยู่บนผนังสิมยังมีคุณค่าในเชิงสุนทรียภาพ เนื่องจากสิมโดยทั่วไปจะมีขนาดเล็ก ภายในเพียงพอแก่การทำพิธีของพระสงฆ์เท่านั้น จิตรกรรมฝาผนังภายในสิมก็จะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรงด้วย เช่น ภาพพุทธประวัติ เป็นต้น ผนังภายนอกสิมนั่นเองที่เป็นพื้นที่วาดภาพตกแต่งด้วยเรื่องราวที่เปิดกว้างและเป็นอิสระกว่า แม้จะอิงอยู่กับคำสอนทางศาสนา เช่น เรื่องชาดกต่างๆ หรือวรรณคดีที่นิยมในท้องถิ่น แต่ศิลปินก็สามารถสอดแทรกจินตนาการหรือแรงบันดาลใจส่วนตัวได้อย่างคล่องมือ การแสดงออกทางอารมณ์ความรู้สึกก็ทำได้โดยซื่อ ลีลาที่บริสุทธิ์จริงใจเป็นความงามแบบดิบๆ ในลักษณะเดียวกับงานกราฟฟิตี้ที่นิยมกันในศิลปะร่วมสมัย

รวมทั้งวัสดุที่ใช้รองรับและสีซึ่งได้มาจากธรรมชาติพื้นถิ่นยังให้เสน่ห์เฉพาะตัว

หนังสือ “ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน” ที่เรียบเรียงโดย อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย เป็นงานรวบรวมความรู้ในเชิงสังคมวิทยาของชาวอีสานที่ปรากฏอยู่ในจิตรกรรมฝาผนังของสิมหลายแห่ง อันเป็นการชี้ให้เห็นคุณค่าของ “ฮูปแต้ม” เหล่านั้นในเชิงเนื้อหา ว่าซ่อนองค์ความรู้อันลึกซึ้งเช่นไรไว้บ้าง

เนื้อหาของหนังสือไล่เรียงตามลำดับตัวอักษรของคำสำคัญ และใช้รูปพชัญชนะของภาษาไทยน้อย ซึ่งเป็นตัวหนังสือที่ใช้กันในอีสานก่อนที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 เพราะฉะนั้นจึงมีอยู่ทั้งหมด 25 คำ 25 รูปพยัญชนะ ตั้งแต่ ก.กองฮด จนถึง อ.อาชีพ

วิธีการเล่าเรื่องของอู่ทองเป็นแบบลำลอง เหมือนเขียนจดหมายให้เพื่อนอ่าน เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจง่าย และไม่น่าเบื่อ ด้วยเป็นมุมมองของคนร่วมสมัย เรื่องที่เล่าก็จะเป็นสิ่งละอันพันละน้อยซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตปัจจุบัน เช่น การเล่าถึงชีวิตประจำวัน กิจกรรมของคนหนุ่มสาว ความเป็นครอบครัว และการทำมาหากิน แต่ก็อาจจะทำให้สงสัยในความน่าเชื่อถือบ้าง เพราะนี่ไม่ใช่งานวิชาการที่เสนอหลักฐานใหม่ หรือตีความใหม่ เพียงแต่นำข้อมูลที่มีอยู่มาเรียบเรียงแล้วนำเสนอให้เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นสนใจวัฒนธรรมอีสาน หรืออ่านเล่นในฐานะความรู้รอบตัวก็สนุกเหมือนกัน เพียงแค่ภาพงานจิตรกรรมฝาผนังเต็มเล่ม ซึ่งทีมงานตระเวนถ่ายมาจากวัดเกือบ 20 แห่งก็คุ้มค่าแล้ว

เรื่องราวที่ปรากฏอยู่ใน “ฮูปแต้ม” บอกเล่าขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน เช่น ตอน บ.บุญ เล่าว่า คนอีสานชอบทำบุญมาก จนมีคำกล่าวว่า “ฮีตสิบสอง” ซึ่งหมายถึงจารีตการทำบุญ 12 เดือน คือจะมีงานบุญประเพณีกันทุกเดือนตลอดปีเลยทีเดียว รายละเอียดของศิลปะและวัฒนธรรมทั้งหลายก็มักจะแตกออกมาจากงานบุญต่างๆ นั่นเอง

พิธีกรรมเป็นกลวิธีของการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น ตอน ฝ.ฝน เล่าถึงพิธีขอฝนของชาวอีสาน ซึ่งล้วนเป็นการสร้างความสามัคคีขึ้นมาในหมู่คณะ ยามเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ ขณะเดียวกันการแสดงที่หยาบคายโปกฮาก็เป็นการระบายความตึงเครียดของแต่ละคนด้วย หรือการเรียกงานศพว่า “งันเฮือนดี” ก็เพื่อให้เป็นมงคล และพิธี “กองฮด” ที่จัดขึ้นเพื่อยกย่องพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นการช่วยควบคุมดูแลพระสงฆ์ให้อยู่ในพระธรรมวินัยอีกทางหนึ่ง

นอกจากนี้ “ฮูปแต้ม” ยังบอกถึงปรัชญาความเชื่อหรือคติธรรมของชาวอีสาน ผ่านทางตำนานพุทธประวัติและอดีตพุทธ โดยเฉพาะ “ผะเหวด” หรือพระเวสสันดรชาดก ซึ่งทำให้การทำทานหรือการให้กลายเป็นคุณธรรมอันสำคัญของคนอีสาน รวมถึงตำนานเรื่องพระมาลัยท่องนรก และความเชื่อเรื่องเปรต ก็กลายเป็นช่องทางสำคัญของการสั่งสอนเรื่องบาปบุญคุณโทษ

ตำนานแถนหรือผีสางเทวดาทั้งหลายก็ยังมีชาวอีสานนับถือผูกผันอยู่มาก รวมถึงวรรณคดีเรื่อง “สินไซ” ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยคติธรรมคำสอนสำหรับนักปกครองและชาวบ้านธรรมดา

ระหว่างการบอกเล่าถึงสิ่งสำคัญเหล่านั้นเอง มีภาพชีวิตของชาวบ้านสอดแทรกอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิต การทำมาหากิน บ้านเรือนไร่นา อาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ การช่างฝีมือ สัตว์เลี้ยง และพาหนะ ซึ่งสาระสำคัญบอกถึงการพึ่งตนเองบนฐานทรัพยากรที่จำกัด เช่น นาไร่ที่ต้องเป็นแหล่งอาหารสารพันอยู่ทุกฤดูกาล การทำปลาแดกไว้กินยามขัดสน ลานกลางบ้านที่ใช้ทำกิจกรรมสารพัด หรือการจัดสานและทอผ้าไว้ใช้เอง

กระนั้นอีสานก็ยังเป็นแหล่งกำเนิดศิลปะและการละเล่นอันสำคัญ เช่น การเล่นแคน ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีโบราณชนิดหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่าไพเราะยิ่ง เพราะสามารถบรรเลงทำนอง สร้างเสียงประสาน ไล่ลำดับเสียง และควบคุมจังหวะได้ในเวลาเดียวกัน ด้วยผู้เล่นคนเดียว การทำว่าวของชาวอีสานก็เป็นเลิศในความสุนทรีย์ เช่นเดียวกับการฟ้อนรำซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งผู้เขียนเห็นว่า

“ท่าฟ้อนของชาวอีสานก็เหมือนกับการแต้มฮูป คือมีความเป็นอิสระสูง ไม่มีข้อจำกัดตายตัวทั้งมือและเท้า ส่วนใหญ่ท่าฟ้อนจะได้มาจากท่าทางหรืออิริยาบถตามธรรมชาติ ไม่มี ‘ท่ามาตรฐาน’ แล้วแต่ผู้ฟ้อนว่าจะคิดประดิษฐ์ท่าขึ้นมาได้อย่างไรจึงจะเข้ากับดนตรีและมองดูสวยงาม” (หน้า 195)

อันที่จริงวัฒนธรรมของคนไทยในปัจจุบันต้องถือว่ากลายพันธุ์มาจากเดิมมากแล้ว ขณะที่วัฒนธรรมพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นทางเหนือหรืออีสานยังคงรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้ได้มาก ท่ามกลางกระแสโลกที่ต้องการความเป็นตัวของตัวเองออกไปแข่งขัน การกลับไปทำความเข้าใจกับรากเหง้าความเป็นมาของตัวเองให้ถ่องแท้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เช่นนั้นเองสิมหลังน้อยในวัดเล็กๆ ของอีสานจึงมีความสำคัญยิ่งนัก.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

เสวนากับสถาปนิก

คุยกับต้นกล้าสถาปนิก / นิธิ สถาปิตานนท์ / ลายเส้น พับบลิชชิ่ง, พิมพ์ครั้งที่ 2 มีนาคม 2551

คุยกับต้นกล้าสถาปนิก / นิธิ สถาปิตานนท์

สถาปนิกเป็นอาชีพหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้เฉพาะด้าน และต้องผ่านการศึกษาอย่างเข้มงวดพอๆ กับแพทย์หรือวิศวกรเลยทีเดียว กว่าจะประสบความสำเร็จตั้งตัวได้ก็ต้องผ่านประสบการณ์การทำงานเบื้องต้นไม่น้อยกว่า 10 ปี เรียกว่าถ้าไม่ใช่ตัวจริงก็ยืนอยู่ยาก

ความรู้ที่สถาปนิกใช้ประกอบอาชีพมีทั้งหลักวิชาในเชิงวิทยาศาสตร์และความเป็นศิลปะอยู่ด้วยกัน ต้องคำนึงถึงความเป็นจริงของวัตถุและวิธีการ พร้อมกับนึกถึงความสัมพันธ์ต่อชีวิตมนุษย์ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นอาชีพที่ต้องใกล้ชิดกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นความนึกคิดของสถาปนิกจึงน่ารับฟัง โดยเฉพาะผู้ที่มีวุฒิภาวะตกผลึกเป็นปรัชญาในวิชาชีพถึงขั้น “master” แล้ว จะได้มุมมองที่น่าสนใจหลากหลายมิติ ทั้งในแง่เทคนิค ซึ่งบางเรื่องสามารถนำไปดัดแปลงใช้ในงานด้านอื่น อย่างแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการพื้นที่หรือโครงสร้างเป็นต้น หรือมุมมองทั่วไปเกี่ยวกับเรื่องสภาพแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

สถาปนิกบางคนไม่ค่อยเปิดเผยตัวนัก แต่เพียงเห็นผลงานที่ปรากฏก็บ่งบอกความลึกซึ้งในภูมิปัญญา อย่าง องอาจ สาตรพันธ์ ซึ่งมีความเป็นกวีนิพนธ์อยู่ในการจัดวางจังหวะและรายละเอียดสูงมาก

และด้วยระบบคิดดังกล่าว สถาปนิกที่ผันตัวเองไปทำงานด้านอื่นมักประสบความสำเร็จในการวางโครงสร้างใหม่ของงานด้านนั้นด้วย จะเห็นได้จากตัวอย่างในวงการบันเทิง วงการโฆษณา และงานในเชิงพัฒนาสังคมบางส่วน อย่างคนที่สนใจในองค์ความรู้เกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมทั่วไปก็อาจคุ้นชื่อของ แสงอรุณ รัตกสิกร ซึ่งสามารถอธิบายความสัมพันธ์ของสถาปัตยกรรมหรือผลผลิตทางวัฒนธรรมกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสังคมได้อย่างปรุโปร่ง หรือ วิโรฒ ศรีสุโร ผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาสถาปัตยกรรมและศิลปะพื้นบ้านอีสาน ออกแบบโบสถ์วัดศาลาลอย และบุกเบิกเครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน หรือหนังสือเรื่อง “น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย” ของ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา ก็ยังเปี่ยมคุณค่าอยู่ถึงปัจจุบัน

กระนั้นองค์ความรู้ในวิชาชีพที่เกิดจากประสบการณ์ของสถาปนิกไทยเองยังนับว่าน้อย เช่นเดียวกับวิชาชีพอื่นๆ ในสังคมไทยซึ่งยังขาดการประเมินผลงานและสรุปบทเรียนอย่างเป็นระบบ

นิธิ สถาปิตานนท์ เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาสถาปัตยกรรม ผลงานของเขาจะสร้างสรรค์ในรูปแบบร่วมสมัยเสียเป็นส่วนมาก และมีหลากหลายประเภท ทั้งที่ทำในนามส่วนตัวและบริษัท ความโดดเด่นอยู่ที่คุณภาพอันสม่ำเสมอมากกว่า เขาจะให้ความสำคัญกับหน้าที่ใช้สอยมาเป็นอันดับต้น เพราะฉะนั้นรูปแบบภายนอกจึงขึ้นอยู่กับโจทย์ที่ได้มา และแสดงความชัดเจนอย่างเรียบง่าย

การยอมรับอีกอย่างหนึ่งดูเหมือนจะเป็นบทบาทของการพัฒนาวิชาชีพ ทั้งในงานส่วนตัว บริษัท สถาปนิก 49 ที่เขาก่อตั้งขึ้นมากลายเป็นสถาบันในการสร้างคนเข้าสู่วงการ เช่นเดียวกับบริษัท ดีไซน์ 103 ที่เขาเคยร่วมงานมาในอดีต และแบบอย่างในการบริหารจัดการจนมีกลุ่มงานรองรับได้ครบถ้วนก็น่าศึกษา รวมถึงบทบาทของการเป็นผู้นำในงานกิจกรรมของสังคมวิชาชีพ

น่าสนใจว่า นิธิ สถาปิตานนท์ จะเริ่มวางมือจากงานบริหาร แล้วหันมาจับงานหนังสือที่เป็นองค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมมากขึ้น หนังสือของเขาเท่าที่คุ้นตากันอยู่ในร้านหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นงานลายเส้นภาพร่างในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งพิถีพิถันงดงามอย่างงานจิตรกรรม ระยะหลังจึงเห็นเป็นข้อเขียนออกมาบ้าง

หนังสือชุด “Conversations with Architects Series” ออกมา 2 เล่ม คือ คุยกับสถาปนิกรุ่นใหม่ และคุยกับสถาปนิกหญิง เป็นบรรยากาศที่น่ารักตรงที่ว่า สถาปนิกรุ่นใหญ่ระดับศิลปินแห่งชาติลงมาสัมภาษณ์สถาปนิกรุ่นน้อง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์ในแวดวงวิชาชีพเดียวกัน จากเล่ม “คุยกับต้นกล้าสถาปนิก” จะเห็นว่านิธิเลือกคนที่มีผลงานโดดเด่นเป็นที่ยอมรับกันจริงๆ ในปัจจุบัน มิใช่เลือกจากความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือคนที่มีแนวคิดใกล้เคียงกับตัวเองเท่านั้น แม้แต่คนที่มีแนวทางแตกต่างเขาก็อยากสนทนาด้วย

นอกจากนี้เขายังกล้าตั้งคำถามถึงปัญหาในแวดวงอาชีพอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งแม้แต่ผู้ให้สัมภาษณ์เองยังไม่ค่อยกล้าตอบ

สถาปนิกทั้ง 12 รายที่นิธิเลือกมา อาจแบ่งได้จากลักษณะการทำงานเป็น 3 กลุ่ม คือ

หนึ่ง – กลุ่มที่มีความเป็นนักวิชาการ ช่างฝีมือ และมีพื้นฐานอันหนักแน่น สร้างชื่อมาด้วยความเป็นมืออาชีพชำนาญการ ผลงานอาจไม่โฉบเฉี่ยวสะดุดตานัก เพราะฝีมือจะแสดงออกในทางตอบโจทย์ให้ตรงกับเป้าหมายมากกว่า ซึ่งเป็นแนวทางที่ใกล้เคียงกับตัวผู้สัมภาษณ์มากที่สุด สถาปนิกในกลุ่มนี้ก็เช่น พิรัส พัชรเศวต, พรชัย บุญสม, วิฑูรย์ คุณาลังการ, ประดิษญา สิงหราช และ ชาตรี ลดาลลิตสกุล

สอง – กลุ่มที่มีความคิดก้าวหน้า วิธีการล้ำสมัย พลิกโฉมแบบแผน และสร้างชื่อด้วยแนวทางที่เป็นสากล เช่น วสุ วิรัชศิลป์ กับ บุญเลิศ ดียืน, พลวัต บัวศรี กับ ทรงสุดา อธิบาย และ สุรชัย เอกภพโยธิน กับ จุฑาทิพย์ เตชะจำเริญ งานในกลุ่มนี้จะเคลื่อนตามกระแสของสถาปัตยกรรมในระดับโลกด้วยความเท่าทัน หลายคนประสบความสำเร็จในการประกวดแบบนานาชาติอย่างน่าชื่นชม

และสาม - กลุ่มที่เป็นเสมือนตัวแทนของการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่โดดเด่นของบ้านเราในปัจจุบัน และเป็นที่ยอมรับในสายตาต่างชาติด้วย ลักษณะเด่นจะอยู่ที่ความใส่ใจในรายละเอียดของกระบวนการทำงาน ตั้งแต่การคิด การหาข้อมูลรอบด้าน การออกแบบ ตลอดไปจนถึงการก่อสร้าง ผลงานที่ออกมาจึงมีความเรียบง่ายกลมกลืน สัมพันธ์กับลักษณะการใช้งาน ขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความลุ่มลึกอันซับซ้อน ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางที่สถาปนิกไทยทำได้ดีและยากที่จะหาชาติอื่นใดเทียบ

สถาปนิกในกลุ่มนี้ก็เช่น อมตะ หลูไพบูลย์ กับ ทวีตีย์ วัชราภัย เทพาคำ, กรรณิการ์ รัตนปรีดากุล, บุญเลิศ เหมวิจิตรพันธ์ และ ดวงฤทธิ์ บุนนาค

ข้อเสนอแนะของหลายคนยังคงน่าสนใจ อย่างการมองภาพรวมในระดับมหภาคของกรรณิการ์ที่ว่า “พวกเราไม่ค่อยตั้งโจทย์ให้กับตัวเองมากพอ ในการกำหนดเส้นทางว่าเราในฐานะสถาปนิกควรจะมีบทบาทอะไร และก้าวเดินไปในทิศทางไหน เมื่อมองภาพรวมของสถานการณ์ของสังคมไทยและสังคมโลก เรายังมีนิสัยที่จะเดินตามเส้นทางที่ถูกกำหนดไว้โดยสภาวะทางเศรษฐกิจและแผนการของนักลงทุนมากกว่าแผนการของเราเอง เราทำงานตามแนวทางที่นายทุนสร้างขึ้นมาให้ในตลาดมากกว่าที่เราจะมีส่วนในการร่วมกำหนดวาระของสิ่งที่สมควรพัฒนาเพื่ออนาคตของสังคมและประเทศชาติ” (หน้า 203)

การเลือกสรรสิ่งที่ดีมานำเสนอให้ได้รับรู้กัน เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยสร้างบรรยากาศแห่งการสร้างสรรค์ ช่วยถ่วงดุลและกลบกลืนสิ่งที่ไม่ดีให้น้อยลง เช่นที่ นิธิ สถาปิตานนท์ ได้แนะนำต้นกล้าสถาปนิกที่มีคุณภาพให้ได้รู้จักกัน ซึ่งสิ่งที่ดีนั้นไม่ว่าจะอยู่ในวงการใดย่อมช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้แตกแขนงต่อเนื่องได้ไม่รู้จบ.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]