วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

The Way to Art : ประมวลผลสู่การเห็นแจ้ง

เส้นทางสู่ศิลปะ (The Way to Art) / นักศึกษาปริญญาโท ภาควิชาจิตรกรรม คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร / หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร, 21 เมษายน – 6 พฤษภาคม 2554

ศุภวัฒน์ วัฒนภิโกวิท “ตามกำลังสัตว์ทา” สีน้ำมันบนผ้าใบ, 120x160 ซม.

[ศุภวัฒน์ วัฒนภิโกวิท “ตามกำลังสัตว์ทา” สีน้ำมันบนผ้าใบ, 120x160 ซม.]

การศึกษาศิลปะในระดับมหาบัณฑิตหรือปริญญาโท เน้นไปที่การค้นคว้าทดลอง เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบแนวทางของตัวเอง หลังจากผ่านการเรียนพื้นฐานในระดับปริญญาตรีมาแล้ว คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นสถาบันเก่าแก่ที่วางรากฐานและเป็นศูนย์กลางของศิลปะร่วมสมัยมาช้านาน แนวทางการสอนก็มีมาตรฐานเข้มข้นเป็นระบบชัดเจน

“เส้นทางสู่ศิลปะ” (The way to art) เป็นการแสดงผลงานวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาภาควิชาจิตรกรรมปีล่าสุด จำนวน 10 คน จะเห็นผลงานที่เป็นการประมวลผลของการค้นคว้าทดลองระหว่างการเรียน เห็นกระบวนการคิดและกระบวนการทำงาน ตลอดจนเห็นตัวตนในฐานะมนุษย์ของศิลปินผู้สร้างงาน และเห็นสภาพสังคมแวดล้อมที่สะท้อนแฝงอยู่ด้วย

ผลสำเร็จที่เห็นได้ชัดอย่างแรกคือทักษะทางเทคนิค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้แสดงคุณค่าเชิงผัสสะออกมาได้ตามที่ผู้สร้างงานต้องการ นักศึกษาต่างมีความสามารถเชี่ยวชาญในแนวทางที่ตนสนใจและถนัด ทำให้งานศิลปะที่สร้างสรรค์ขึ้นมามีคุณค่าทางสุนทรียะ ส่วนความคิดริเริ่มนั้นพอจะมีอยู่บ้าง และเป็นเรื่องของอนาคตที่แต่ละคนจะต้องขับเคี่ยวตนเอง นำรวมประสบการณ์กลั่นกรองออกมาเป็นเนื้อแท้ของชีวิตและศิลปะ

เบื้องต้นของการสร้างสรรค์งานศิลปะคือแรงขับของความคับข้องใจหรือความต้องการที่ถูกขัดขวางอยู่ภายใต้จิตสำนึก และศิลปินก็คือผู้ปรับเปลี่ยนความขัดแย้งในพฤติกรรมของมนุษย์ให้แสดงออกมาเป็นความงามทางอารมณ์ ผลงานของนักศึกษาแต่ละคนบ่งบอกว่าพวกเขามิได้เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิค เหมือนเช่นการศึกษาในระดับพื้นฐาน แต่ยังอาศัยแรงขับของสัญชาตญาณในการขับเคลื่อนออกมาเป็นผลผลิตทางศิลปะ นั่นเองที่ทำให้ผลงานของพวกเขามีพลัง

มองอย่างผิวเผินอาจเห็นเพียงสไตล์หรือกระบวนแบบที่สะดุดตา อย่างเช่นงานจิตรกรรม Super Realism ของ พีรนันท์ จันทมาศ ซึ่งขยายภาพถ่ายอาหารขึ้นมาเป็นงานจิตรกรรมขนาดใหญ่ข่มความรู้สึก แต่เนื้อหาในภาพสีสันจัดจ้านนั้นคือความจริงที่ถูกขยายขึ้นมาให้ตระหนก ไม่คุ้นตาด้วยขนาดที่ใหญ่เกินจริงไปมาก และสะท้อนความวิตกกังวลในใจมากกว่าที่จะเชิญชวนให้อยากกิน

งานสื่อผสมของ วรรณพล แสนคำ ใช้ยางพาราทาเคลือบลงไปบนวัตถุที่ทำให้ระลึกถึงคนที่ผูกพันและอดีตที่ผ่านพ้น เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ตู้ หน้าต่าง เหมือนจะทำแม่พิมพ์หล่อ แต่ก็เพียงลอกออกมา และจัดวางพร้อมวัตถุต้นแบบ เหมือนเป็นเงาของความทรงจำที่ปรากฏ ด้วยสีหม่นหมองและพื้นผิวผุกร่อนของแม่พิมพ์ที่ลอกออกมา สะท้อนถึงความทรงจำที่พร่าเลือนและแหว่งวิ่น เช่นเดียวกับกาลเวลาที่ไหลผ่าน มิอาจฉวยคว้าอะไรให้คงทน ไม่ว่าในโลกของความเป็นจริงและความทรงจำ

เช่นเดียวกับงานจิตรกรรมของ วัลลภัคร แข่งเพ็ญแข ซึ่งเป็นภาพเด็กทารกนอนหลับ ขยายขึ้นมาใหญ่โตเกินขอบ เห็นเพียงบางส่วนของใบหน้าและท่าทางทุรนทุราย เหมือนกำลังอยู่ในความฝัน แสดงฝีแปรงหยาบกระด้างสีสันหม่นมัว ปล่อยพื้นหลังโล่งว่าง มีวัตถุเช่นโต๊ะเก้าอี้อยู่ในอาการคล้ายเคลื่อนไหวเล่นกันในจินตนาการ เป็นเนื้อหาในเชิงจิตวิเคราะห์

น่าสนใจว่าแทบไม่มีนักศึกษาคนไหนทำงานในรูปแบบนามธรรมบริสุทธิ์ หรือแสดงความงามขององค์ประกอบศิลป์อย่างเดียวโดยไม่เกี่ยวพันกับชีวิตเลย อย่างน้อยก็ต้องมีรูปลักษณ์ที่อ้างอิงโลกแห่งความเป็นจริง หรืออ้างอิงกระบวนการทำงานที่เกี่ยวพันกับชีวิตความเป็นอยู่

อย่างงานจิตรกรรม Super Realism ของ นักรบ กระปุกทอง ขยายภาพถ่ายธรรมชาติที่ถูกรุกรานทำลายโดยเครื่องจักรกล แสดงรายละเอียดด้วยพื้นผิวอันเป็นเทคนิคของจิตรกรรม เพื่อขยายความรู้สึกหยาบกระด้างขึ้นมา เป็นภาพที่อาจพบเห็นได้ในทุกท้องถิ่น แต่เมื่อศิลปินนำมาขยายเก็บรายละเอียดด้วยความใส่ใจ (เหลือเกิน) พลังของงานจิตรกรรมที่เหมือนจริง (เหลือเกิน) ก็ชวนให้ใครต่อใครต้องหยุดพิจารณาไปด้วย

งานจิตรกรรมของ รณชัย กิติศักดิ์สิน ตัดต่อภาพวัตถุในความทรงจำมาประกอบเข้าด้วยกันในบรรยากาศฟุ้งฝันของจินตนาการ แต่ปรากฏอยู่ในอาการซ้อนเหลื่อมพร่าเลือนไม่ชัดเจน ขณะที่งานจิตรกรรมของ เกรียงไกร กุลพันธ์ อ้างอิงรูปแบบจิตรกรรมประเพณีท้องถิ่น เพื่อเล่าขานนิทานพื้นบ้าน อันเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความในใจของศิลปินอีกชั้นหนึ่ง

ความจริงที่ประจักษ์เห็นในผลงานทั้งหมด ล้วนเป็นปัญหาเรื่องการดำรงอยู่ของมนุษย์ เป็นปรากฏการณ์ที่ศิลปินพบเห็นในการสำรวจชีวิตและสังคม และตระหนักถึงความคับข้องในตนเอง บ่งบอกว่ามโนภาพของความเป็นมนุษย์ที่พร่องไม่สมบูรณ์ซึ่งศิลปะหลังสมัยใหม่ฉายให้เห็น เข้ามามีบทบาทแม้ในสถาบันที่มีรากฐานของหลักวิชาแน่นหนา และเป็นฐานที่มั่นของศิลปะสมัยใหม่ซึ่งเชิดชูความสง่างามของมนุษย์ ผ่านคตินิยมที่แสดงความงามบริสุทธิ์ของกระบวนแบบหรือเทคนิคอันล้ำเลิศ

มิได้หมายความว่าจะหย่อนยานเรื่องชั้นเชิงฝีมือ แต่การเรียนที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการคิด ขับเน้นให้ผู้เรียนต้องใส่ใจต่อเนื้อหานอกเหนือจากรูปแบบภายนอก กล่าวคือนอกจากความงามที่มองเห็น ยังต้องมีความงามที่นึกเห็นด้วย ความงามในมโนคติจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความรู้สึกหรือปัญญาให้สัมผัสถึงหรือรองรับ

การคิดของศิลปินทัศนศิลป์อาจไม่ได้จำกัดด้วยถ้อยคำ แต่คิดด้วยภาพหรือจินตทัศน์ ซึ่งจะเปิดกว้างต่อการตีความ ภาพเหล่านั้นอาจเป็นสัญลักษณ์ที่ซ่อนเร้นความหมายหลากหลาย และเปิดกว้างต่อปฏิสัมพันธ์ มีลักษณะส่วนตัว หรือตอบสนองต่อความเคลื่อนไหวในสังคม ซึ่งนอกจากจะแสดงบุคลิกลักษณะของศิลปินแล้ว ยังบอกการเห็นแจ้งของศิลปินด้วย

งานจิตรกรรมของ พิเชษฐ บุรพธานินทร์ ประกอบภาพสิ่งก่อสร้างทางสถาปัตยกรรมในลักษณะเสื่อมพังไม่มั่นคง บอกถึงการเห็นอนิจจังในแก่นสาร งานจิตรกรรมของ ศุภวัฒน์ วัฒนภิโกวิท เล่นกับมายาคติของสัญลักษณ์ในพระพุทธศาสนา เพื่อแสดงแก่นธรรมในด้านกลับผ่านการวิพากษ์ งานจิตรกรรมของ สุเมธ พัดเอี่ยม เป็นงานกึ่งนามธรรมที่สะท้อนจินตภาพแทนรูปทรงของจิต และงานสื่อผสมของ สุนทรี เฉลียวพงษ์ ก็ใช้เทคนิคของงานเย็บปักถักร้อยมาถ่ายทอดห้วงความรู้สึกภายในของผู้หญิง แม้จะปรากฏเป็นภาพนามธรรมไร้รูปลักษณ์ แต่ร่องรอยของการถักร้อยก็ให้ระลึกถึงสิ่งที่คุ้นคล้ายในชีวิตประจำวัน

แรงจูงใจของศิลปินทำให้เขากระหายที่จะถ่ายทอดทัศนภาพภายในของตนออกมา หากเป็นไปอย่างเที่ยงแท้ก็จะแทนทัศนภาพภายในของผู้อื่นด้วย การค้นหาเพื่อทำความเข้าใจของศิลปินจึงเป็นการสะสางปัญหาของผู้อื่นไปพร้อมกัน.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันศุกร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วิรุณ ตั้งเจริญ : เจตคติในรูปนาม


รูป นาม ความคิด (Abstract Applied Attitude) / วิรุณ ตั้งเจริญ / แกลเลอรี่ g23 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 4 กุมภาพันธ์ – 22 พฤษภาคม 2554

“The Same Piece of Charcoal II” สีน้ำมันบนผ้าใบ, ปี 2552
























[“The Same Piece of Charcoal II” สีน้ำมันบนผ้าใบ, ปี 2552]

งานนิทรรศการศิลปะ “รูป นาม ความคิด” (Abstract Applied Attitude) ของ วิรุณ ตั้งเจริญ เป็นหนึ่งในกิจกรรมเปิดพื้นที่ทางศิลปวัฒนธรรมแห่งใหม่ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทั้งแกลเลอรี่ g23 และศูนย์ศิลปกรรมแห่งประเทศไทย “SWUACT” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่บริการและนวัตกรรม “SWUNIPLEX” ริมถนนอโศกมนตรี ศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร

ด้วยอรรถประโยชน์ครบวงจรทั้งด้านการศึกษา บริการสาธารณะ การจัดแสดงและพัฒนานวัตกรรม บริเวณนี้ย่อมกลายเป็นแหล่งความรู้และกิจกรรมสร้างสรรค์ที่สำคัญในอนาคต อย่างศูนย์ศิลปกรรมก็ครอบคลุมทั้งงานทัศนศิลป์ ดนตรี ศิลปะการแสดง แฟชั่น เครื่องประดับ มัลติมีเดียและแอนิเมชั่น มีหอศิลป์และห้องจัดแสดงครบครัน

ปัจจุบัน ศ.ดร.วิรุณ ตั้งเจริญ ดำรงตำแหน่งอธิการบดี มีบทบาทเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย กำหนดแนวทางดำเนินนโยบาย ก่อนหน้านี้เขาเป็นที่รู้จักในฐานะนักการศึกษาและนักการศิลปะที่ขยันขันแข็ง ทำกิจกรรมและมีผลงานมากมาย ทั้งในบทบาทของนักวิชาการ อาจารย์ และผู้บริหาร นักกิจกรรมเพื่อสังคม บรรณาธิการ และนักวิจารณ์ศิลปะ ตลอดจนบทบาทของศิลปิน กวี และนักเขียน

แม้ทำงานหลากหลาย แต่ทั้งหมดก็ขมวดอยู่ในเจตคติเดียวกัน นั่นคือความสนใจต่อองค์ความรู้และพัฒนาการศึกษา

งานศิลปะของวิรุณจึงมิได้อยู่ในฐานะปัจเจกศิลปินเพียงลำพัง แต่ยังคาบเกี่ยวกับบทบาทด้านอื่น และแฝงเจตคติจากแนวทางความคิดของเขาโดยตลอด

“รูป นาม ความคิด” เป็นนิทรรศการที่รวบรวมและคัดสรรผลงานจิตรกรรมของวิรุณในแต่ละช่วงเวลามาจัดแสดง นับแต่อดีตถึงปัจจุบัน รวมเวลากว่า 30 ปี เพื่อให้เห็นตัวตนของเขา พัฒนาการของรูปแบบและเนื้อหา ตลอดจนสภาพสังคมตามยุคสมัยที่สะท้อนอยู่ในการแสดงออกของเขา

ด้วยบทบาทที่ผ่านมา ต้องนับว่าเขาเป็นแรงกระเพื่อมหนึ่งในแวดวงศิลปะร่วมสมัย และถือว่าเป็นตัวแทนของความคิดอีกฟากฝั่งหนึ่งทั้งทางวิชาการและปฏิบัติ

กล่าวโดยทั่วไปแล้ว งานจิตรกรรมของวิรุณจัดอยู่ในแนวแบบ Abstract Expressionism ตามอิทธิพลของศิลปะอเมริกันในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ที่แตกต่างออกมาคืองานของเขาแฝงเนื้อหาสะท้อนชีวิตและสังคมไว้ในเจตคติหรือท่าทีด้วย

เป็นท่าทีที่อยู่ตรงข้ามกับกระแสหลักของศิลปะร่วมสมัยในยุคสมัยที่ผ่านมา ซึ่งเน้นความช่ำชองของทักษะฝีมือตามหลักวิชา และเชิดชูความงามบริสุทธิ์ไว้เหนือคุณค่าด้านอื่น

กล่าวได้ว่าแนวนิยมกระแสหลักก็คือความคิดแบบ “ศิลปะเพื่อศิลปะ” ขณะที่จุดยืนของวิรุณจะอยู่อีกฟากฝั่งหนึ่ง คือแนวคิดแบบ “ศิลปะเพื่อชีวิต”

แม้ทั้งสองฝ่ายจะเคยปะทะกันทางความคิดบ้าง แต่เอาเข้าจริงแล้วแทบไม่มีหลักเกณฑ์อะไรแยกออกจากกัน กระทั่งตัวงานก็ปะปนกันอยู่ทั้งสองกลุ่ม จะต่างกันเพียงการแสดงความคิดเชิงสังคมและการเมือง แต่ก็ไม่ส่งผลต่อรูปแบบการทำงานมากนัก

ทางฝ่าย “ศิลปะเพื่อชีวิต” อาจจะด้อยกว่าด้วยซ้ำ เพราะให้ความสำคัญกับคุณภาพของตัวงานน้อยกว่า และกลบเกลื่อนอยู่ภายใต้การแสดงความคิด แต่ก็ไม่ได้เป็นอุดมคติที่มีหลักการชัดเจน

อย่างวิรุณก็เป็นผลผลิตของการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเร่งรัดในยุคสงครามเย็น แนวคิดทางการศึกษารวมถึงแนวแบบในการทำงานศิลปะของเขาก็อยู่ในรอยทางแบบเสรีนิยม สำนึกเชิงสังคมที่แฝงอยู่อาจจะมาจากความตระหนักในสาระความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพที่ไม่เท่าเทียมกัน รวมถึงความขัดแย้งเชิงโครงสร้างของสังคม

งานจิตรกรรมของวิรุณจึงไม่ปลอดโปร่งหรือแสดงความงามบริสุทธิ์ของทัศนธาตุทางศิลปะ แต่จะรกเลอะไปด้วยฝีแปรงหรือรูปลักษณ์ที่ก่อกวนความรู้สึก เหมือนจะชวนให้คิด ภาพนามธรรมของโครงสร้างรูปทรงที่ถูกทำลายจนเหลือเพียงเค้าร่างที่คุ้นคล้าย แรงด้วยสีและเส้นฝีแปรงทึบหนา ทับซ้ำฉับพลัน ทิ้งร่องรอยพื้นผิวหยาบเปื้อน ปล่อยพลังจากจิตใต้สำนึกออกมา และปล่อยให้ปรากฏอยู่เช่นนั้น

เค้าร่างที่คล้ายจะเป็นหน้าคน ร่างผู้หญิงเปลือย ทิวทัศน์ ท้องทุ่ง หรือชุมชนแออัด กระทั่งรูปทรงในมโนคติ แทบจะดูไม่ออกว่าเป็นภาพอะไร แต่ก็คล้ายจะมีเรื่องเล่าแฝงอยู่ในการเคลื่อนไหวนั้น เป็นภาษาที่แสดงออกด้วยเส้นสีฝีแปรง มิใช่ตัวอักษร

บางภาพมีนัยของการวางจังหวะในลักษณะกวีนิพนธ์
ความขุ่นข้องที่ปาดป้ายปะปนขัดแย้งอยู่ในสีสันสดใสนั้นบ่งบอกถึงความวิตกกังวล แม้ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวแต่ก็บอกความรู้สึก

มีความเป็นนักคิดอยู่ในการแสดงออกทางศิลปะของวิรุณ นั่นเป็นข้อจำกัดให้เขาไม่อาจปลดปล่อยตัวเองไปตามสัญชาตญาณได้อย่างอิสระ หลายชิ้นงานจึงเห็นถึงความคาดหมาย มิใช่การค้นพบ หากเขาเป็นตัวแทนของแนวคิดทางศิลปะในกลุ่มพวกหนึ่ง มันก็บอกถึงข้อบกพร่องอย่างสำคัญในแนวทางนั้น

นั่นคือการคาดหมายความจริง มิใช่การค้นพบความจริง

งานจิตรกรรมของวิรุณเป็นการแสดงความรู้สึกเชิงจิตวิสัย ปลดปล่อยความรู้สึกภายในของศิลปิน แม้จะมีตัวแบบจากวัตถุวิสัยในโลกของความเป็นจริง แต่ก็ผ่านกระบวนการบิดผันในตัวตนออกมาแล้ว ต้นแบบของศิลปะทำนองนี้เป็นจิตใจแบบสมัยใหม่ที่เชิดชูปัจเจกภาพเป็นสำคัญ แต่อารมณ์สะเทือนใจของศิลปินก็หาใช่มาจากการหมกมุ่นอยู่แต่ตัวเองเท่านั้น สำนึกเชิงสังคมก็มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของศิลปินได้เหมือนกัน

เป็นสำนึกในความรู้สึกของมนุษย์มากกว่าสำนึกเชิงศีลธรรม เป็นกระบวนการรู้คิดที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าจากปรากฏการณ์ที่รู้เห็น และเป็นร่องรอยของธรรมชาติความเป็นมนุษย์ท่ามกลางความเจริญและความเสื่อมของวัตถุภายนอก

งานศิลปะของวิรุณบอกมิติความเป็นมนุษย์ในตัวเขา เช่นเดียวกับบทกวีและงานวรรณกรรมของเขา การเติบโตมาในยุคแสวงหา ก่อนที่จะรวมกลุ่มทำกิจกรรมเชิงสังคม หล่อหลอมให้จิตสำนึกของเขาแข็งแกร่ง แม้จะทำงานราชการ แต่ก็ประสบความสำเร็จในวิชาชีพโดยไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง

การสร้างสรรค์งานศิลปะไม่จำกัดอยู่กับช่วงวัย นอกเหนือจากภารกิจที่ต้องทำ หนทางแห่งศิลปินจึงยังคงทอดยาวสำหรับ วิรุณ ตั้งเจริญ.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

Samsara : จริตและเพทนาการในภาพถ่ายแฟชั่นร่วมสมัย

Samsara: The beauty of Birth, Death and Everything else in between (repeat) / หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร / 18 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2554

“eyes of god” ธนนนท์ ธนากรกานต์

[“eyes of god” ธนนนท์ ธนากรกานต์]

หนึ่งในกิจกรรมที่น่าสนใจของเทศกาลวัฒนธรรมฝรั่งเศสหรือ “LA FETE” ประจำปีนี้คือ “Fashion3” รวมนิทรรศการภาพถ่ายแฟชั่น 3 หัวข้อ อันได้แก่ “Fashion Story(ies)” ภาพถ่ายแฟชั่นของ 4 ช่างภาพ ฌองมารี เปรีเย่ร์, เฌราด์ อูเฟร่าด์, ฟรองซวส อุ๊กกีเย่ และดีเรก ฮัดสัน สะท้อนโลกแฟชั่นฝรั่งเศสทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง, “Moonlight” ภาพถ่ายแฟชั่นของ ฌอง ฟรองซัว เลอปาจ ช่างภาพที่มีลักษณะเฉพาะตัวอันโดดเด่น และ “Samsara” ภาพถ่ายแฟชั่นของ 11 ช่างภาพชั้นนำของไทย

แฟชั่นเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมเชิงวัฒนธรรมที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของฝรั่งเศส โดยเฉพาะแฟชั่นชั้นสูง ความก้าวล้ำในองคาพยพของวงการแฟชั่นโลกล้วนรวมศูนย์อยู่ที่นั่น รวมถึงการถ่ายภาพแฟชั่น ซึ่งยังคงเป็นสื่อหลักที่จำเป็นในการขับเน้นความงามของภาพลักษณ์และการออกแบบ ภาพถ่ายแฟชั่นมิเพียงสนองประโยชน์ในวงการแฟชั่น แต่ยังสะท้อนคตินิยมและยุคสมัย รวมทั้งทักษะ กลวิธี และกระบวนแบบทางศิลปะ

หากเปรียบเทียบจากผลงานที่แสดงในนิทรรศการ จะเห็นว่าช่างภาพไทยมีความสามารถไม่แพ้ช่างภาพในระดับสากล ทั้งฝีมือและความคิด จะต่างกันเพียงขนาดของอุตสาหกรรมที่เล็กกว่า การแข่งขันและแรงกดดันน้อยกว่า แต่การเชื่อมโยงถึงกันของการสื่อสารในยุคโลกาภิวัตน์ช่วง 10 ปีหลัง ทำให้ช่างภาพไทยต้องยกระดับตัวเองไปสู่มาตรฐานสากลด้วย

งานนิทรรศการ “Samsara: The beauty of Birth, Death and Everything else in between (repeat)” มี จิรวัฒน์ ศรีเลื่อนสร้อย บรรณาธิการแฟชั่นนิตยสาร LIPS เป็นภัณฑรักษ์คัดเลือกผลงาน ส่วนช่างภาพประกอบด้วย ศักดิ์ชัย กาย, ณัฐ ประกอบสันติสุข, พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์, ธาดา วารีช, สุรัตน์ จริยวัฒนวิจิตร, กรกฤช เจียรพินิจนันท์, เทริดไทร วิทย์วรสกุล, สุรศักดิ์ อิทธิฤทธ์, ธนนนท์ ธนากรกานต์, จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร และเบญญา เฮเกนบาต

เห็นรายชื่อแล้วจะอยู่ในกลุ่มช่างภาพรุ่นใหม่ขึ้นไปถึงรุ่นกลาง ซึ่งมีแนวทางการทำงานที่แปลกใหม่ก้าวหน้าเสียส่วนมาก การแสดงงานเช่นนี้เปิดโอกาสให้ช่างภาพได้แสดงออกตามความสนใจของตน นอกเหนือจากงานประจำ หัวข้อ “Samsara” หรือ “ความงามแห่งวัฏชีวิต” ท้าทายให้ขบคิดและตีความ ซึ่งแต่ละคนได้นำเสนอด้วยรูปแบบและวิธีการที่ต่างกัน รวมทั้งการติดตั้งจัดวาง

อย่าง ศักดิ์ชัย กาย ก็ถ่ายภาพดอกไม้ตามความชอบ เล่นกับสีและรูปทรงของดอกไม้กับนางแบบ โดยแต่งเติมนางแบบให้ละม้ายดอกไม้ เป็นแฟนซีที่ตกแต่งมนุษย์ให้คล้ายธรรมชาติ จนเป็นจินตภาพที่ประหลาดมหัศจรรย์

ภาพถ่ายของ ณัฐ ประกอบสันติสุข เป็นมโนภาพแบบแฟนตาซีที่แสดงวัฏจักรของชีวิตตั้งแต่วัยสาวจนร่วงโรย ผ่านภาพนางแบบ 3 วัยในกิริยาลอยคว้างกลางอากาศเป็นวงกลม แปลกตาด้วยเป็นท่วงท่าที่ขัดกับแรงดึงดูดของโลกตามพื้นฐานความเป็นจริง

ส่วน พันธ์สิริ สิริเวชชะพันธ์ ใช้ฟิล์มเอกซเรย์ถ่ายภาพตัวแบบที่แต่งองค์ทรงเครื่อง แต่ก็เห็นเพียงวัตถุที่ตกแต่งและโครงสร้างกระดูกอันเป็นแก่นสารที่ปรากฏ ไม่ได้เห็นเนื้อหนังเป็นตัวตนขึ้นมา

ธาดา วารีช ถ่ายภาพนามธรรมที่ดูพิลึกไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ก็แสดงพลังการเคลื่อนไหวของสิ่งที่เหมือนจะมีชีวิต เป็นการดิ้นรนของการเกิดหรือความตายก็ได้ทั้งนั้น

งานของ สุรัตน์ จริยวัฒนวิจิตร แสดงความดิบเถื่อนของวัตถุที่เสื่อมสลาย ผ่านบรรยากาศอันคลุมเครือ และพื้นผิวผุกร่อนหยาบกระด้าง ตัดกับเรือนร่างนางแบบที่เป็นตัวแทนของชีวิต

วิธีการถ่ายภาพของ กรกฤช เจียรพินิจนันท์ ต่างออกไป เป็นการจับจังหวะแบบฉับพลัน เพื่อบันทึกอากัปกิริยาในชั่วขณะอันตราตรึง

ส่วน เทริดไทร วิทย์วรสกุล จะบันทึกความจริงและสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน เป็นความงามในสารัตถะที่ปรากฏอย่างตรงไปตรงมา

ขณะที่ สุรศักดิ์ อิทธิฤทธ์ นำเสนอด้วยการใช้เทคนิคซ้อนภาพรูปทรงตัวแบบเข้ากับภาพพื้นผิวแตกลอก แสดงความงามในความเสื่อมสลายไม่คงทน และความอาวรณ์ในสิ่งที่กำลังเลือนหาย

ช่างภาพรุ่นใหม่อีกคน ธนนนท์ ธนากรกานต์ ทดลองเล่นกับมุมมองรอบด้าน ประกอบแต่ละภาพเป็นภาพใหญ่ที่แผ่การมองเห็นโดยรอบ 360 องศา ปอกเปลือกโลกให้เห็นธรรมชาติของพื้นดินแห้งแล้งไร้พืชปกคลุม ต้นไม้ที่ตัดเป็นท่อนๆ ว่างกระจัดกระจาย และรูปร่างของนางแบบปะปนอยู่กับท่อนไม้เปลือย

ขณะที่ จุฑารัตน์ พรมุณีสุนทร ประทับใจกับเส้นผมที่เริ่มมีสีเทา-ขาวปะปน และเส้นไหมสีขาวจากเครื่องจักรที่มาโพกพันศีรษะนางแบบในบรรยากาศเหนือจริง ชวนให้ฉุกคิดและจินตนาการ

ส่วน เบญญา เฮเกนบาต เลือกเสนอภาพรูปทรงนางแบบในลักษณะย้อนแสง เพื่อให้เห็นเส้นสายรอบนอกของเค้าโครงอันงดงามของเรือนร่างและเครื่องประดับ

สาระในภาพถ่ายแฟชั่นเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ สิ่งที่ช่างภาพถ่ายทอดก็คือคุณลักษณะของวัตถุที่ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย นางแบบ หรือฉากหลัง ล้วนถูกมองในฐานะวัตถุแห่งความงาม เรียกได้ว่าผ่านการมองจากสายตาที่ตกแต่งจริตแล้ว มิใช่ภาพถ่ายที่ต้องการแสดงความเป็นจริงอย่างในภาพข่าวหรือสารคดี สิ่งที่จะวัดความสามารถของช่างภาพแฟชั่นจึงอยู่ที่การมองเห็นภาพลักษณ์อันแปลกใหม่และน่าตราตรึง ประกอบกับทักษะฝีมือและเทคนิคการสร้างสรรค์

กล่าวได้ว่าความงามในภาพถ่ายแฟชั่นคือการเน้นรูปลักษณ์เด่นชัด แม้จะไม่สมจริง เพราะเกิดจากการตกแต่งขับเน้นเกินพอดีในคติแบบจริตนิยม (mannerism) ดังเช่นการวางท่าของนางแบบ ซึ่งต้องการแสดงให้เห็นความน่าสนใจของเสื้อผ้า หรือเพื่อดึงดูดสายตา มากกว่าที่จะเป็นท่วงท่าหรือกิริยาที่ปฏิบัติในชีวิตจริง ความรู้สึกที่ได้รับจึงออกไปทางเพ้อฝัน เร้าความสนใจ และต้องการความแปลกใหม่อยู่เสมอ

เมื่อนำกระบวนแบบดังกล่าวมาถ่ายทอดเนื้อสารจริงจังอย่างวัฏจักรชีวิต ความขัดแย้งกันของรูปแบบภายนอกที่ปรุงแต่งอย่างโฉบเฉี่ยวกับสัจธรรมของสรรพสิ่งที่ต้องผันแปรเสื่อมสลายไม่คงทน ตัดกันอย่างรุนแรงในการรับรู้สัมผัส เมื่อปลดเอาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ออกชั่วคราว ภาพถ่ายแฟชั่นกลับกะเทาะเปลือกมายาคติในวงการแฟชั่นด้วยคุณสมบัติของตัวมันเอง และแสดงอนิจจังของชีวิตผ่านภาพลักษณ์อันเปราะบาง

ภาพถ่ายแฟชั่นจึงมิเพียงสนองประโยชน์ในวงการแฟชั่น แต่ทักษะ วิธีคิด และกระบวนแบบทางศิลปะของมัน ยังสร้างสรรค์คุณค่าในหลายด้านได้มากกว่านั้น.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

กมล ทัศนาญชลี : ทัศนธาตุแห่งเสรีภาพและจิตวิญญาณ

นิทรรศการผลงานศิลปะ 67 ปี กมล ทัศนาญชลี ศิลปินสองซีกโลก / หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ / 5 กุมภาพันธ์ – 29 มีนาคม 2554

“Buddha Footprint, Nang-Yai Series II” สื่อผสม, ปี 2525

[“Buddha Footprint, Nang-Yai Series II” สื่อผสม, ปี 2525]

ประดาศิลปินไทยที่ไปใช้ชีวิตและทำงานศิลปะในต่างประเทศจนประสบความสำเร็จ อาทิ สมบูรณ์ หอมเทียนทอง และสมยศ หาญอนันทสุข ในเยอรมนี ชวลิต เสริมปรุงสุข ในเนเธอร์แลนด์ หรือ ธนะ เลาหกัยกุล ในสหรัฐอเมริกา นามของ กมล ทัศนาญชลี นับเป็นแบบอย่างที่โดดเด่น และมีบทบาทหรืออิทธิพลต่อวงการศิลปะในบ้านเราไม่น้อย ทั้งแนวทางการสร้างสรรค์และกิจกรรมส่งเสริม

อย่างน้อยต้องถือว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกศิลปะสื่อผสมและจัดวาง

เขาได้ทุนไปเรียนต่อที่อเมริกาตั้งแต่ปี 2512 และใช้ชีวิตทำงานศิลปะอยู่ที่นั่นจนเป็นที่ยอมรับ นำผลงานกลับมาแสดงในเมืองไทยครั้งแรกปี 2515 จากนั้นก็กลับมาทำกิจกรรมสม่ำเสมอ จนเป็นที่คุ้นเคยในหมู่ผู้ชมงานศิลปะ และเห็นพัฒนาการในการทำงานของเขาโดยลำดับ กระทั่งได้รับยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมสื่อผสม) ในปี 2540 แม้เขาจะไม่ได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทยก็ตาม

เรียกได้ว่ากมลเป็นสะพานเชื่อมโยงโลกศิลปะในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม และเป็นผู้นำของประเทศฝ่ายเสรีประชาธิปไตยในยุคสงครามเย็น มาสู่โลกศิลปะในประเทศไทย ผ่านรูปธรรมที่เป็นผลงานของเขา

ขณะเดียวกันกมลก็ได้นำวัตถุดิบและแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมไทยไปสร้างสรรค์จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ดังเช่นผลงาน “Buddha Footprint, Nang Yai Series II” ปี 2525 ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือ “2000 Gardener’s Art Through the Ages 11th Edittion” ร่วมกับศิลปินระดับโลกมากมาย มันก็เป็นงานในชุดที่เขาได้แรงบันดาลใจจากรูปทรงของหนังใหญ่ เค้าร่างของรอยพระพุทธบาท ประกอบกับวัสดุอย่างโครงไม้ไผ่ และพื้นผิวของกระดาษทำมือที่มีส่วนผสมของเยื่อกระดาษสา

งานศิลปะของกมลจัดเป็นงานนามธรรมและกึ่งนามธรรมที่สำแดงตัวตนของศิลปินผ่านร่องรอยของกระบวนการแสดงออกในวิธีการที่หลากหลายผสมผสานกัน แม้จะใช้ภาพลักษณ์ที่เข้าใจได้หรือสัญลักษณ์อื่นใดก็มักจะไม่มีความหมายเด่นชัด นอกจากเป็นส่วนผสมของทัศนธาตุทางศิลปะที่แสดงความงามผ่านรูปทรงเส้นสีหรือคุณลักษณะของวัสดุเท่านั้น เป็นอิทธิพลที่เห็นได้ชัดจากศิลปะสมัยใหม่แบบอเมริกัน โดยเฉพาะแนวทางแบบ “Abstract Expressionism” ซึ่งเน้นให้ศิลปินค้นพบตัวเองด้วยการสำแดงออกอย่างอิสระ แสดงตัวตนผ่านร่องรอยที่ปรากฏ ความสำเร็จอยู่ที่การมีปัจเจกภาพที่โดดเด่น อันเป็นทรรศนะตามปรัชญาแบบเสรีนิยม ซึ่งให้ความสำคัญกับเจตจำนงเสรีของปัจเจกบุคคล ทั้งในทางความคิดและการกระทำ

ก่อนที่จะไปจากเมืองไทยและช่วงที่อยู่ในอเมริกาขวบปีแรก กมลยังทำงานศิลปะในแนวสะท้อนสังคม กระทั่งเขาปล่อยตัวเองให้เป็นอิสระทั้งทางวิธีการและเนื้อหา ทำงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ที่ผสมผสานหลายเทคนิคเข้าด้วยกัน เป็นจินตภาพอิสระที่แสดงร่องรอยของการแสดงออกตามจิตใต้สำนึก ผลสำเร็จใดเป็นที่พึงพอใจก็ทำซ้ำ จนกระทั่งเกิดเป็นจักรวาลหรือภาษาที่เป็นต้นแบบของตัวเองขึ้นมา

มิเพียงแสดงถึงสภาวะและบุคลิกเฉพาะตัว เขายังนำรูปทรงของวัตถุใกล้ตัวศิลปินอย่างหลอดสี จานสี ลูกกลิ้ง เกรียง มาขยายความและแปรสภาพในหลายวิธีการ เป็นที่รู้จักกันในชุด “Artist’s Colors” ซึ่งเริ่มจากนำงานภาพพิมพ์มาเป็นวัสดุในการทำหลอดสีจำลองขนาดใหญ่เกินจริง แล้วจัดวางติดตั้งในแนวคิดต่างๆ ทั้งในห้องแสดงงาน และสภาพแวดล้อมในธรรมชาติ นอกจากนี้เขายังจำลองหลอดสีและอุปกรณ์ทำงานศิลปะด้วยวัสดุอื่นๆ ทั้งโลหะ ไม้ เรซิ่น แขวนลอยเป็นประติมากรรมโมบาย หรือทำเป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ติดตั้งในพื้นที่สาธารณะ ประกอบน้ำพุ น้ำตก หรือไฟนีออน

หลอดสีของกมลเป็นจินตภาพสำเร็จรูปที่นำมาใช้ล้อเลียนอย่างพวกป็อปอาร์ต หรือบางครั้งก็เป็นจินตนาการเหนือจริงอย่างพวกเซอร์เรียลิสม์ แต่ล้วนเป็นการตอกย้ำเนื้อหาที่เป็นการพูดถึงโลกส่วนตัวของศิลปิน และการหมกมุ่นอยู่กับศิลปะ ภาพพิมพ์บนหลอดสีจำลองหรือประติมากรรมหลอดสีโลหะขนาดใหญ่ในพื้นที่สาธารณะ เป็นการแสดงจินตนาการของศิลปินด้วยเครื่องมือของศิลปินเอง เป็นศิลปะที่ยกย่องศิลปะหรือตัวมันเอง และเป็นเสรีภาพในตัวเองโดยสมบูรณ์

ต่อมาในปี 2518-19 กมลเริ่มทำงานสื่อผสมบนกระดาษทำเอง และเยื่อกระดาษสาที่นำมาจากเมืองไทย พื้นผิวและขอบที่ไม่เรียบร้อยของกระดาษทำมือให้อารมณ์เป็นอิสระกว่าวัสดุอุตสาหกรรม และยังให้ความรู้สึกถึงชีวิตและธรรมชาติมากกว่า ประกอบกับการทำงานศิลปะในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ อย่างการนำงานชุดหลอดสีไปติดตั้งและโรยสีฝุ่นในทะเลทราย ทำบนหิมะ ภูเขา ชายทะเล หรือแม้แต่ท้องนาในเมืองไทย ทำให้เขาพบประสบการณ์ของพลังธรรมชาติที่เข้ามามีส่วนร่วมในสถานการณ์ที่ศิลปินสร้างขึ้นมา การสำแดงปัจเจกภาพของศิลปินในงานของกมลจึงไม่ได้เป็นแค่เรื่องของวิธีการและทัศนธาตุทางศิลปะ แต่ยังมีมิติลี้ลับของพลังชีวิตและธรรมชาติแฝงอยู่ด้วย หรือเรียกได้ว่ามีมิติทางจิตวิญญาณ

เสรีภาพในงานศิลปะของกมลจึงไม่ใช่เสรีภาพทางความคิดและการกระทำเท่านั้น แต่ยังสื่อถึงเสรีภาพทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงสู่ชีวิตและธรรมชาติ

เสรีภาพในศิลปะตะวันตก และจิตวิญญาณในศิลปะตะวันออก แสดงพื้นฐานเด่นชัดเมื่อกมลเริ่มนำเค้าโครงของหนังใหญ่ไปสร้างสรรค์ ตั้งแต่ปี 2523 และประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยโครงสร้างไม้ที่ทาบลงบนตัวงานรูปทรงอิสระ เหมือนเป็นโครงยึดเกาะอยู่ภายในแทนกรอบจำกัดภายนอก และยังเป็นขาตั้งหรือที่จับเหมือนเวลาจะเชิดหนังใหญ่ด้วย

ต่อมาเขาก็นำเค้าโครงของรอยพระพุทธบาทและสัญลักษณ์ในศิลปะไทย รวมถึงวัสดุที่บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมปะปนลงในการทำงานศิลปะของเขา

จากนั้นก็ได้ศึกษาศิลปะและวิถีชีวิตของอินเดียแดงในหลายพื้นถิ่น แล้วสร้างงานชุดอเมริกันอินเดียนขึ้นมา โดยใช้เค้าโครงของหนังใหญ่และกระดาษทำมือ ผสมสีสัน สัญลักษณ์ และวัสดุของอินเดียนแดงลงไปในงาน ขับมิติลี้ลับด้านจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงถึงธรรมชาติให้เด่นชัดขึ้นอีก

งานในยุคหลัง เขามักจะใช้รูปทรงและสัญลักษณ์ที่สื่อเนื้อหาถึงพลังธรรมชาติ และการทดลองทางเทคนิคอื่นๆ อย่างเซรามิก และจิตรกรรมสีน้ำ ซึ่งยังคงแสดงตัวตนผ่านร่องรอยที่คุ้นตา และเป็นภาพแทนของพลังสร้างสรรค์และธรรมชาติเช่นกัน

สภาวะอารมณ์ อุดมคติ และความทรงจำ ซ้อนผสานอยู่ในการสร้างสรรค์ของศิลปิน จากเสรีภาพทางความคิดและการกระทำ นำไปสู่อิสรภาพทางจิตวิญญาณ และความกลมกลืนกับธรรมชาติในเบื้องท้าย ดังจะเห็นจากการทำงานในปัจจุบันของ กมล ทัศนาญชลี และการเดินทางอันยาวไกลของเขา.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

เรียบง่ายไว้ก่อน

พรีเซนเทชั่นเซน: ไอเดียเรียบง่ายในการออกแบบและนำเสนออย่างทรงพลัง (Presentation Zen: Simple Ideas on Presentation Design and Delivery) / การ์ เรย์โนลด์ส (Garr Reynolds) - เขียน / ธัญญา ผลอนันต์ และคณะ – แปลและเรียบเรียง / สำนักพิมพ์ขวัญข้าว ’94, พิมพ์ครั้งแรก กันยายน 2553

พรีเซนเทชั่นเซน: ไอเดียเรียบง่ายในการออกแบบและนำเสนออย่างทรงพลัง (Presentation Zen: Simple Ideas on Presentation Design and Delivery) / การ์ เรย์โนลด์ส (Garr Reynolds) - เขียน / ธัญญา ผลอนันต์ และคณะ – แปลและเรียบเรียง

เราอยู่ในยุคข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันมากขึ้น แม้แต่เด็กเล็กก็ต้องเรียนรู้การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโปรแกรมในการจัดการเอกสารเบื้องต้น

แต่แทนที่เครื่องมืออำนวยความสะดวกเหล่านี้จะทำให้สบายขึ้น การประมวลผลและการสื่อสารที่รวดเร็วกลับทำให้ต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลที่ท่วมท้นแทน การใช้โปรแกรมสำเร็จรูปในการนำเสนอผลงานกลับกลายเป็นเรื่องยุ่งเหยิงรกรุงรัง หาแก่นสารความคิดไม่เจอ แทนที่จะทำให้เกิดความน่าสนใจชวนติดตาม การใช้เทคโนโลยีเหล่านี้กลับทำให้การนำเสนอเป็นเรื่องน่าเบื่อชวนหลีกหนีไปเสีย

เพราะฉะนั้นการนำเสนอด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ก็ต้องการศิลปะ เพื่อให้เป็นนายเหนือเทคนิค และศิลปะของการนำเสนอที่ทรงพลังก็คือความเรียบง่าย

แต่การย่อยสลายข้อมูลที่กระจัดกระจายให้เรียบง่ายและน่าสนใจเป็นเรื่องยาก และต้องมีแนวทางในการปฏิบัติเหมือนกัน การ์ เรย์โนลด์ส (Garr Reynolds) เป็นนักออกแบบและผู้เชี่ยวชาญด้านการนำเสนอ เขานำแนวคิดแบบ “เซน” ในศาสนาและศิลปะหลายแขนงของญี่ปุ่น มาดัดแปลงเป็นหลักการในการนำเสนอด้วยสไลด์จากโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์หรือคีย์โน้ตในเครื่องแมค เพื่อให้เกิดความเรียบง่ายอย่างมีศิลปะ

เพราะเซนนั้นมีหลักอยู่บนความเรียบง่าย เข้าถึงแก่นแท้ น้อยแต่กินความมาก ดังจะเห็นจากสวนหินในวัดญี่ปุ่น บทกวีไฮกุ ศิลปะการต่อสู้ของญี่ปุ่น หรือแม้แต่อาหาร

“อาหารกล่องญี่ปุ่นประกอบด้วยอาหารที่จัดเรียงในรูปแบบที่มีประสิทธิภาพและหมดจดที่สุด อาหารกล่องดูเรียบง่าย สวยงามและสมดุล ไม่มีสิ่งใดขาด ไม่มีสิ่งใดเกิน ไม่ได้ตกแต่งอย่างสวยหรู แต่ออกแบบอย่างงดงาม มันดูดีและอร่อยด้วย การใช้เวลา 20 นาทีกับอาหารกล่องเป็นประสบการณ์ที่รื่นรมย์” (หน้า 6)

การ์อยากให้การนำเสนอผลงานด้วยโปรแกรมพรีเซนเทชั่นเป็นประสบการณ์ที่น่ารื่นรมย์สำหรับผู้คน นอกเหนือจากสาระที่ได้รับ แทนที่จะเป็นความทุกข์ทรมานน่าเบื่อหน่าย ซึ่งนอกจากจะเสียเวลาแล้วยังไม่ได้เนื้อหาอีกด้วย

หลังจากแจกแจงความเลวร้ายของงานนำเสนอที่ไม่มีประสิทธิภาพ และยกตัวอย่างประกอบ เขาก็มุ่งตรงเข้าสู่แก่นของแนวทางแบบเซน ทั้งทางศาสนาและศิลปะ

“ขั้นตอนแรกของการมุ่งสู่ทางสว่างเห็นธรรมคือการตระหนักรู้ว่า ชีวิตนั้นสับสนวุ่นวาย ไม่สมบูรณ์แบบ และความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตนั้น มีสาเหตุมาจากการยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย การยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสาร” (หน้า 7)

เช่นเดียวกับธรรมชาติของข้อมูลที่เต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายไร้ระเบียบ และต้องการการจัดการให้เป็นระบบแบบแผน ซึ่งการ์ก็ยืมหลักเกณฑ์มาจากเซนอีกเช่นกัน

“หัวใจของเซนอยู่ที่การตระหนักรู้ในตัวตน มีความสามารถในการเห็นและค้นพบ เซนเป็นแนวทางที่ใช้ได้จริงและเกี่ยวข้องกับ ‘ที่นี่’ และ ‘เดี๋ยวนี้’” (หน้า 8)

เขาลากเข้าเรื่องว่าหัวใจของการนำเสนออยู่ที่การตระหนักรู้ในเนื้อหา หรือความสามารถในการเห็นหรือค้นพบมโนทัศน์ (conceptual) เพื่อทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่ายในการสื่อสารกับผู้คน เพื่อให้เกิดความเข้าใจ “ที่นี่” และ “เดี๋ยวนี้” นั่นถึงจะเรียกว่าเป็นการนำเสนอที่ประสบความสำเร็จ

การเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันจนเห็นเป็นมโนทัศน์ทำได้หลายวิธีการ วิธีหนึ่งที่การ์แนะนำในช่วงเตรียมการก็คือให้อยู่ห่างจากคอมพิวเตอร์ เพราะเครื่องมือและโปรแกรมเหล่านั้นจะกลายเป็นกรอบจำกัดของความคิด ขณะที่การเขียนบนกระดาษด้วยมือจะเชื่อมโยงกับการทำงานของสมองซีกขวาได้อย่างเป็นธรรมชาติมากกว่า ความคิดจะลื่นไหลและช่วยให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่า

จากนั้นค่อยเปิดคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งความเรียบง่ายจะมาจากความคิดที่ชัดเจนอยู่ก่อนแล้ว เพราะจะรู้ว่าอะไรสำคัญและอะไรที่ไม่จำเป็น

“กิจกรรมในแต่ละวันซับซ้อนและเต็มไปด้วยข้อมูลและทางเลือกมากมาย การออกแบบการสื่อสารที่ชัดเจนและกระชับตรงประเด็นจึงมีความสำคัญมาก ความชัดเจนและเรียบง่ายคือสิ่งที่ผู้คนต้องการ แต่ก็หาได้ยากเต็มที หากคุณต้องการสร้างความประหลาดใจหรือสร้างความประทับใจเกินความคาดหมายให้กับผู้คนรอบข้าง คุณทำได้โดยการสื่อสารให้สง่างาม เรียบง่าย ชัดเจนและยอดเยี่ยม ‘ความยอดเยี่ยม’ วัดได้จากสิ่งที่ตัดทิ้งไป ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามา” (หน้า 42)

การเล่าถึงหลักในการออกแบบตามที่จำเป็น ซึ่งหยิบยืมมาจากศาสตร์หลายแขนง เบื้องต้นคือต้องตระหนักว่าการออกแบบไม่ใช่การตกแต่งหรือประดับประดา แต่การออกแบบคือการทำให้ชัดเจนและเข้าใจง่าย การออกแบบที่มีศิลปะอาจมีประสิทธิผลมากกว่านั้น คือใช้น้อย เผยเพียงบางส่วน แต่ก่อให้เกิดจินตนาการหรือสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบ

หนังสือแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามขั้นตอนการนำเสนอ คือ การเตรียมการ การออกแบบ และการบรรยาย การ์บอกเล่าประสบการณ์ทั้งที่เป็นปัญหาและความสำเร็จ และยกตัวอย่างจากศิลปะแบบเซนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเทียบให้เห็นวิธีการและประสิทธิภาพของความเรียบง่าย ตามกระบวนการใน 3 ขั้นตอนนั้น

บางส่วนเขาก็ก้าวล่วงไปในทางปรัชญาเสียจนเกินกว่าการใช้งานในทางโลก อย่างเทียบการบรรยายนำเสนอผลงานกับการปฏิบัติธรรม การฝึกดาบ การเล่นดนตรี หรือเสมือนว่าเป็นการทำงานศิลปะของศิลปิน นั่นบอกถึงความสนใจของเขาที่ออกจะเกินจากหน้าที่การงาน และทำให้หนังสือเล่มนี้น่าสนใจจนเกินกว่าจะเป็นแค่คู่มือการออกแบบงานพรีเซนเทชั่น

“เมื่อคุณเรียนรู้ที่จะปล่อยวาง คุณจะมองเห็นตนเองว่าซึมซับได้ ไม่ใช่อ่อนแอ คุณจะเปิดกว้างต่อสิ่งที่ไม่รู้จักและอิทธิพลใหม่ ไอเดียใหม่ แทนที่จะต่อต้านและต่อสู้แม่น้ำแห่งชีวิต คุณจะเคลื่อนเข้าหามันด้วยความลื่นไหลและสง่างาม เรียนรู้ที่จะเข้าร่วมแทนที่จะต้านกระแส อารมณ์ขันเป็นวิธีมหัศจรรย์ในการเตือนผู้อื่นรอบตัวเรา ไม่สำคัญว่างานจะหนักเพียงใด ตัวตนที่แท้จริง และ ‘แก่นแท้’ ที่สุดของเราจะไม่คลั่งไคล้กับความต้องการแบบเด็กๆ สิทธิประโยชน์หรือการคาดการณ์ แต่จะสนับสนุน มั่นใจ ช่วยเหลือและให้แรงบันดาลใจ คนอื่นจะมองเห็นด้านนี้ของคุณผ่านการนำเสนอ” (หน้า 198)

การนำเสนออย่างเรียบง่ายจึงอาจจะเป็นกุญแจสำคัญของการทำงานในโลกยุคยุ่งเหยิง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]