วันอังคารที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สมรรถพลและพุทธิปัญญาในจิตรกรรมบัวหลวง

ทศวรรษที่ 3 จิตรกรรมบัวหลวง / หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, 7 กุมภาพันธ์ – 27 มีนาคม 2555

“เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” สุรทิน  ตาตะน๊ะ, สีอะคริลิค 165x125 ซม.

[“เสด็จจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์” สุรทิน ตาตะน๊ะ, สีอะคริลิค 165x125 ซม.]

เป็นเวลาสามสิบกว่าปีมาแล้วที่มูลนิธิธนาคารกรุงเทพจัดประกวดรางวัล “จิตรกรรมบัวหลวง” ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2517 นับเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมศิลปะร่วมสมัย เปิดทางให้ศิลปินรุ่นใหม่ก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จ รองลงมาจากเวทีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ มีบทบาทต่อการสังสรรค์และพัฒนาแบบอย่างทางศิลปะ โดยเฉพาะจิตรกรรมไทยประเพณีซึ่งเวทีจิตรกรรมบัวหลวงให้การขับเน้น

เนื่องในวาระครบ 30 ปี ได้มีการจัดนิทรรศการพิเศษ แสดงผลงานของศิลปินที่เคยได้รับรางวัลย้อนหลัง พร้อมกับผลงานในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 ครั้ง คือ “ทศวรรษที่ 1 จิตรกรรมบัวหลวง” รวมงานของศิลปินที่ได้รางวัลตั้งแต่ครั้งที่ 1-10 ระหว่างปี 2517-2529 ซึ่งจัดขึ้นในปี 2551 “ทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง” รวมงานตั้งแต่ครั้งที่ 11-20 ระหว่างปี 2530-2539 จัดในปี 2552 และ “ทศวรรษที่ 3 จิตรกรรมบัวหลวง” รวมงานครั้งที่ 21-30 ระหว่างปี 2540-2551 เลื่อนมาจัดในปีนี้เอง

การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ จิตรกรรมไทยแบบประเพณี จิตรกรรมไทยแนวประเพณี และจิตรกรรมร่วมสมัย จิตรกรรมแบบประเพณีจะรักษาขนบธรรมเนียมตามแบบแผนไว้เป็นสำคัญ ส่วนจิตรกรรมไทย “แนว” ประเพณีจะเป็นรูปแบบประยุกต์ดัดแปลง และจิตรกรรมร่วมสมัยก็เปิดกว้างทางรูปแบบอย่างอิสระ

กระนั้นในระยะหลังการแบ่งประเภทก็เลือนเข้าหากัน เนื่องจากจิตรกรรมไทยประเพณีมีการนำเทคนิควิธีของจิตรกรรมร่วมสมัยมาปรับใช้อยู่มาก ขณะที่จิตกรรมร่วมสมัยก็นำหลายอย่างจากศิลปะประเพณีและศิลปะพื้นบ้านมาสร้างสรรค์

จิตรกรรมบัวหลวงเป็นสนามสำคัญให้ศิลปินร่วมสมัยแสดงออกถึงความเป็นไทยในปัจจุบัน ขณะที่สังคมสมัยใหม่ก้าวเข้าสู่ความเป็นสากล ซึ่งวิถีชีวิตของผู้คนทั่วโลกแทบจะเหมือนกันไปหมด การรักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์ประจำชาติเป็นเรื่องที่คนในสังคมตระหนัก เห็นจำเป็นทั้งทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ แต่จะรักษาและพัฒนาไปอย่างไรเป็นโจทย์ที่ต้องพิจารณากันหลายชั้น ทั้งในชั้นแก่น กระพี้ และเปลือกนอก

งานศิลปะดั้งเดิมไม่ได้แยกออกจากชีวิตประจำวัน แต่เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของผู้คน รวมอยู่ในข้าวของเครื่องใช้ การตกแต่งประดับประดา ความเชื่อ ศาสนา ประเพณีและพิธีกรรม แม้กระทั่งศิลปินผู้สร้างก็ไม่สลักสำคัญเท่ากับการสืบทอดแนวทางที่ยึดถือกันมา บางครั้งการทำอะไรผิดแปลกแหวกแนวถือเป็นการนอกครูที่มีความผิดร้ายแรง แต่ศิลปะสมัยใหม่ต้องการแสดงสมรรถพลของศิลปินในฐานะปัจเจกที่มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครอื่น การลอกเลียนแนวทางของผู้อื่นถือเป็นความผิดร้ายแรงของศิลปินในปัจจุบัน

งานจิตรกรรมก็แยกตัวออกมาจากการประดับตกแต่ง เพื่อแสดงพุทธิปัญญาในการสร้างสรรค์ด้วยตนเอง กล่าวได้ว่างานจิตรกรรมแบบประเพณีในปัจจุบันก้าวหน้ากว่าอดีตมาก ด้วยศิลปินได้รับการศึกษาตามหลักวิชาอย่างเป็นระบบระเบียบ ประกอบกับเทคนิควิธีและวัสดุอุปกรณ์ได้พัฒนาไปมาก

แนวทางจะเริ่มเห็นตั้งแต่การนำเทคนิคการวาดภาพของศิลปะตะวันตกมาผสมผสานกับจิตรกรรมไทย อย่างที่เห็นในงานของขรัวอินโข่ง, สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศนานุวัดติวงศ์, พระเทวาภินิมมิต และเหม เวชกร จากนั้นก็เป็นการผสมผสานกับรูปแบบการแสดงออกตามอย่างลัทธิต่างๆ ของศิลปะสมัยใหม่ อย่างงานของ ชลูด นิ่มเสมอ, เฉลิม นาคีรักษ์, ถวัลย์ ดัชนี และอังคาร กัลยาณพงศ์ จนกระทั่งมาถึงปัจจุบันซึ่งมีการตีความและพัฒนาไปในหลายทิศทาง ซึ่งเห็นได้ตั้งแต่การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงในปี 2517 เป็นต้นมา

ทศวรรษที่ 1 จิตรกรรมบัวหลวง จะเห็นฝีมือของศิลปินที่ผ่านการศึกษาฝึกฝนมาอย่างล้ำเลิศ อย่างการแสดงมุมมองของจิตรกรรมไทยผ่านแสงเงาของสถาปัตยกรรมในงานของ ปรีชา เถาทอง การแสดงความงามอันวิจิตรบรรจงในงานของ เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และการแปรแปลงเป็นจินตนาการเหนือจริงในงานของ ปัญญา วิจินธนสาร นอกจากนี้ยังเห็นชั้นเชิงในการจัดองค์ประกอบ เพื่อแสดงความงามของทัศนธาตุทางศิลปะในลักษณะนามธรรมในงานของ อิทธิพล ตั้งโฉลก, พิษณุ ศุภนิมิต และปริญญา ตันติสุข

พอเข้าสู่ทศวรรษที่ 2 จิตรกรรมบัวหลวง จะเห็นแรงบันดาลใจของศิลปินที่หลากหลายออกไปตามภูมิหลังและความสนใจเฉพาะตัว อย่างงานจิตรกรรมที่แสดงกลิ่นอายท้องถิ่นทางเหนือของ ประสงค์ ลือเมือง และเนติกร ชินโย หรือท้องถิ่นทางอีสานในงานของ ธีระวัฒน์ คะนะมะ และจินตนา เปี่ยมศิริ การนำสัญลักษณ์ของศิลปะประเพณีมาปรับใช้ในลักษณะนามธรรม อย่างงานของ ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, เกรียงไกร วงษ์ปิติรัตน์ และอภิชัย ภิรมย์รักษ์ ส่วนจิตรกรรมร่วมสมัยก็จะเห็นงานที่สะท้อนตัวตนและสังคม อย่างงานของ ชาติชาย ปุยเปีย, สันติ ทองสุข และนาวิน เบียดกลาง

ส่วนทศวรรษที่ 3 จิตรกรรมบัวหลวง จะเห็นการลงรายละเอียดที่ลึกซึ้งขึ้น ทั้งในชั้นเชิงฝีมืออันวิจิตรอลังการ การเข้าถึงจิตวิญญาณพื้นบ้าน การใช้กลวิธีและวัสดุที่ให้ประสิทธิผล รวมถึงการนำเสนอมโนภาพในด้านที่เลวร้ายของชีวิตและสังคม นอกเหนือจากความงดงามที่เป็นอุดมคติเท่านั้น

จะเห็นชั้นเชิงฝีมืออันประณีต ละเอียดอ่อน ลำดับองค์ประกอบและควบคุมน้ำหนักบรรยากาศได้อย่างงดงาม ในงานของ สุรทิน ตาตะน๊ะ, เกรียงไกร เมืองมูล และพรมมา อินยาศรี หรือการแสดงฝีมือผ่านกลวิธีและวัสดุดั้งเดิมได้อย่างลงตัว อย่างงานรดน้ำลายทองของ สิโรจน์ พวงบุปผา และปรัชญ์ อินทรัตน์

การนำเสนอความเป็นพื้นบ้านท้องถิ่นมิใช่เป็นเพียงกลิ่นอาย แต่เข้าถึงรูปแบบและวิถีชีวิต หรือเรียกได้ว่าจับจิตวิญญาณขึ้นมาต่อยอดเป็นงานร่วมสมัย มีการแสดงออกที่จริงใจ ซื่อ และเป็นอิสระอย่างช่างพื้นบ้านมากกว่าช่างหลวง อย่างงานของ ลิปิกร พวงแก้ว ภาพพระบฏที่เสียดสีความเสื่อมของประเพณีความเชื่อของ นพวงษ์ เบ้าทอง งานตกแต่งสิมหรือโบสถ์ทางอีสานของ อัศวิณีย์ หวานจริง ขณะที่งานของ ชวลิต อุ๋ยจ๋าย และเจะอับดุลเลาะ เจ๊ะสอเหาะ ก็สะท้อนบรรยากาศและสภาพชีวิตทางภาคใต้

การใช้วัสดุและสื่อผสมก็ทำให้เกิดความงามอันแปลกตา เกิดมิติในการมองเห็นที่มากกว่าระนาบแบนเรียบธรรมดา อย่างงานของ สากล สุทธิมาลย์ ซึ่งใช้ปูนปั้นเป็นภาพนูนต่ำและวาดทับด้วยสีฝุ่น หรืองานจิตรกรรมสื่อผสมของ ศรัณย์ ศิริเจริญ และระฐาพัชร์ พิชิตศิลปะธำรง เล่นระดับกับมิติทางสายตา งานวาดเส้นร้อนบนไม้ของ อภิชาติ เอี่ยมวิจารณ์ ก็ถ่ายทอดความทุกข์ทรมานของไฟนรกได้อย่างถึงอารมณ์

จิตรกรรมไทยในปัจจุบันมิได้สืบทอดอุดมคติจากอดีตเพียงถ่ายเดียว แต่ยังมีการตีความด้วยพุทธิปัญญาของศิลปินเอง อันเป็นผลมาจากทักษะ ความรู้สึกนึกคิดของศิลปิน และสภาพแวดล้อมของสังคม จินตภาพในจิตรกรรมที่เนรมิตขึ้นมาจึงยังคงสะท้อนมาจากชีวิตและสังคมนั่นเอง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันอังคารที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

สกัด/สลัว/สงัด : ประหยัด พงษ์ดำ

นิทรรศการเชิดชูเกียรติศิลปินอาวุโส ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ประหยัด พงษ์ดำ / หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ, 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2554

ยามเช้า, ปี 2524 ภาพพิมพ์แกะไม้ 60x40 ซม.

[ยามเช้า, ปี 2524 ภาพพิมพ์แกะไม้ 60x40 ซม.]

อาจารย์ประหยัด พงษ์ดำ ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์ผู้เป็นเอกในการสร้างสรรค์ผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ (wood cut) จนได้รับการยกย่องเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมประเภทภาพพิมพ์ จากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 2524 และได้รับการเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (ภาพพิมพ์) ในปี 2541 งานภาพพิมพ์แกะไม้ของประหยัดเข้าถึงความสมบูรณ์ลงตัว ทั้งในกลวิธีการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์ไม้ ซึ่งให้ความรู้สึกดิบซื่อ จริงใจ และเรียบง่าย เหมาะกับเนื้อหาที่เป็นวิถีชีวิตของชาวบ้าน และรูปแบบที่ลดทอนความสมจริง เหลือเพียงรูปทรงในอุดมคติที่เรียบง่าย เรียกได้ว่าประจวบเหมาะทั้งกลวิธี เนื้อหา และรูปแบบ

มิเพียงเท่านั้น ประหยัดยังเป็นคนที่มีโอกาสเติบโตมาในวิถีชีวิตชาวบ้านในสังคมไทยดั้งเดิม และสามารถสกัดเอาจิตวิญญาณในบรรยากาศเช่นนั้นมาแสดงออกให้เห็นเป็นรูปลักษณ์ เป็นรูปสัตว์ใกล้ตัวคนไทยสมัยก่อน อย่าง แมว ตุ๊กแก จิ้งจก ไก่ นกฮูก นกเค้าแมว หรือควาย เป็นภาพคนในครอบครัว ผู้หญิง และเด็ก หรือเป็นมโนภาพในอุดมคติอย่างภาพม้า ต้นโพธิ์ หรือดอกบัว ส่วนใหญ่จะจัดองค์ประกอบอย่างเรียบง่าย คือวางรูปทรงประธานอยู่กลางภาพ โดยมีบรรยากาศที่ก่ออารมณ์สถิตนิ่งอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เบื้องหลัง โดยมากจะเป็นบรรยากาศมืดสลัว แฝงความรู้สึกเร้นลับ

บรรยากาศมืดสลัวเงียบสงัดเหมือนในยามพลบค่ำ ปรากฏในงานของประหยัดมาตั้งแต่ตอนทำงานจิตรกรรม ดังเช่นงานจิตรกรรมสีน้ำมันชื่อ “อยุธยา” ซึ่งได้รางวัลจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 2500 เขาวาดภาพโบราณสถานวัดราชบูรณะในเวลากลางคืน ลดทอนแสงสีลงในความอึมครึม และสกัดรายละเอียดจนเหลือเพียงกลุ่มก้อนของรูปทรงในน้ำหนักทึบตัน เป็นการนำเสนอความเป็นไทยที่ไม่ได้สง่างาม แต่มองเห็นความงามในเงาหม่นของซากโบราณสถาน แฝงความรู้สึกลี้ลับซ่อนเร้นในโลกโบราณ ซึ่งยังไม่ได้โดนทำลายด้วยความเจริญเจิดจ้าของวัฒนธรรมไฟฟ้า

นอกจากนี้เขายังเริ่มวาดรูปสัตว์ในบรรยากาศมืดครึ้ม เสมือนเป็นสัญลักษณ์สะท้อนความรู้สึกภายในของมนุษย์ เช่น ภาพแมวในยามกลางคืน ภาพครอบครัวแมวท่ามกลางหลืบเงาของบ้านเรือนและวัด ภาพม้าหรือควายที่แสดงพลังชีวิต รวมทั้งภาพผู้หญิงในภวังค์ลี้ลับ

แม้งานจิตรกรรมจะคุมบรรยากาศตามที่ต้องการได้สะดวกกว่า แต่การลดทอนรูปทรงให้เรียบง่ายจนมีลักษณะแบนราบเป็นสองมิติ ก็เหมือนจะใช้คุณสมบัติของความเป็นจิตรกรรมได้ไม่สมประโยชน์นัก ต่อเมื่อประหยัดทำงานภาพพิมพ์แกะไม้ ความแบนราบของรูปทรงสองมิติก็เด่นชัดขึ้นมาในเส้นและขอบที่คม ความพยายามที่จะสร้างน้ำหนักอ่อนเข้มและมิติบรรยากาศขึ้นมาด้วยวิธีการอันจำกัดก็กลายเป็นเสน่ห์

ดังเช่นงานชื่อ “ตุ๊กแก” ซึ่งได้รางวัลเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 2506 เขาแกะแม่พิมพ์ไม้เป็นภาพตุ๊กแกแม่ลูกไต่อยู่บนกระดานข้างฝา เบื้องหลังเป็นทิวทัศน์ในยามกลางคืน เห็นพระจันทร์ดวงโต ดวงดาวสุกสกาว และเรือกสวนเป็นเงาอยู่ใต้ตีนฟ้า ลวดลายของตุ๊กแกโดดเด่นบนแผ่นเงาดำของกระดาน ความน่าเกลียดน่ากลัวที่ขัดตากลับบอกเล่าธรรมชาติอันอ่อนโยนของครอบครัวตุ๊กแก เป็นการขัดกันทางความรู้สึกที่ให้ความงามอันสะเทือนอารมณ์

หรืองานชื่อ “ยามเช้า” ซึ่งได้รับรางวัลเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ปี 2524 เป็นภาพไก่ขันตอนเช้ามืด อันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นวันใหม่ ท่วงท่าของไก่ชนสง่างามอยู่ในท่าโก่งคอขัน ฉากหลังไล่สีด้วยลูกกลิ้งเป็นบรรยากาศยามค่อนรุ่ง เริ่มมีแสงที่ขอบฟ้า ขณะที่ฟ้าสีเข้มด้านบนยังมีดาวประดับ

ระยะหลังประหยัดประสมประสานกลวิธีของงานจิตรกรรมและภาพพิมพ์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างผลงานในเชิงอุดมคติความเชื่อ ตามคตินิยมของศิลปะประเพณีและพุทธศาสนา เส้นและขอบที่คมชัดของวิธีการทางภาพพิมพ์ช่วยขับเน้นรูปทรงเรียบง่ายให้โดดเด่น ขณะที่การระบายสีช่วยเกลี่ยบรรยากาศให้กลมกลืนและมีสีสัน

แต่ผลงานซึ่งเป็นที่จดจำก็คือภาพพิมพ์แกะไม้ที่แสดงบรรยากาศของวิถีชีวิตชาวบ้านไทยนั่นเอง

ประหยัดยังหยิบยืมรูปแบบและเนื้อหาของศิลปะประเพณีมาหลายอย่าง อาทิรูปทรงคนในลักษณะอุดมคติอย่างจิตรกรรมไทย แต่ก็ปรับให้ดูเรียบง่ายและซื่อ กระทั่งการใช้ทองคำเปลวปิดลงบนภาพ เพื่อขับเน้นส่วนที่สำคัญให้ทอแสง ก็เป็นสุนทรียภาพของศิลปะไทยที่คุ้นเคยกับการแสดงความงามในความมืดสลัว

ความเป็นไทยที่ประหยัดแสดงให้เห็นมาจากวิถีชีวิต เป็นภาพประทับในใจมากกว่าการลอกเลียนจากภายนอก ผลงานภาพพิมพ์และจิตรกรรมของเขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่อวลไปด้วยบรรยากาศเร้นลับ ขรึมขลัง เงียบสงบ วังเวง เสมือนมีอำนาจเหนือธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือวิญญาณลี้ลับ แฝงเร้นอยู่ในโลกเช่นนั้น เป็นวิถีชีวิตแบบชาวบ้านที่ยังอยู่ในโลกของความเชื่อและศรัทธาต่อศาสนา จารีตประเพณี และเรื่องผีสางเทวดา ห่มคลุมให้อยู่ในครรลอง เป็นโลกแห่งความมืดสลัว ข่มไว้ด้วยความกลัวเกรง แต่ก็ยังมองเห็นความงามของชีวิต สายใยรักอันอบอุ่นในครอบครัว และพลังที่พยายามดิ้นรนอยู่ภายในตน

งานของประหยัดอาจไม่ได้สะท้อนสังคมและการเมืองโดยตรง แต่บอกเล่าเรื่องราวของชีวิตอย่างเรียบง่าย และแฝงนัยยะความหมายอื่นใดอยู่ในสัญลักษณ์เหล่านั้น

ความเชื่อเรื่องผีสางเทวดาอันที่จริงก็คือภาวะจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์ ความงามสัมพันธ์กับความปรารถนา และความดีก็คือความรู้สึกปีติยินดีนั่นเอง

เช่นภาพผู้หญิงของประหยัด ซึ่งลดทอนความงามในเชิงกามรมณ์เหลือเพียงโครงร่างที่อ่อนช้อย อย่างตัวพระตัวนางในงานจิตรกรรมไทย เพียงแต่จะสวมเสื้อคอกระเช้าและนุ่งผ้าถุงอย่างหญิงไทยสมัยก่อน บอกเล่าเรื่องราวตามธรรมชาติของการเติบโต เป็นรูปธรรมของครอบครัวอันอบอุ่น และแทนภาวะนามธรรมที่เป็นอุดมคติสูงส่ง แม้แต่เด็กซึ่งเป็นตัวแทนของชีวิตใหม่ ประหยัดก็แทนค่าด้วยเด็กผู้หญิง เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และการให้กำเนิดที่ไม่สิ้นสุด เขายังเปรียบสัตว์ที่มีรูปร่างอ่อนช้อยอย่างแมวกับผู้หญิง และชอบจัดองค์ประกอบภาพสัตว์ที่แสดงความเป็นแม่ เป็นครอบครัว ความรักและกามรมณ์ ไม่ว่าสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างตุ๊กแก จิ้งจก นกฮูก หรือนกเค้าแมว หากสัตว์ที่แสดงถึงความเป็นชาย อย่างม้า ควาย และไก่ชน จะแสดงความสง่างาม หรือพละกำลัง อยู่ในท่วงท่าดุดัน เปลี่ยวทะยาน กระทั่งกำลังต่อสู้กัน

กล่าวได้ว่าศิลปินสกัดภาวะในจิตใจของโลกียธรรม ลดทอนออกมาเป็นรูปทรงเหนือผัสสะในโลกุตรธรรม ภายในบรรยากาศมืดสลัวจึงเหมือนมีพลังลี้ลับแอบแฝง หรือมีวิญญาณสิงอยู่ในอีกมิติหนึ่ง นอกจากมิติที่มองเห็นด้วยสายตา และภายใต้ความเงียบสงัดก็มีความงามรุกเร้ากังวานอยู่ในความรู้สึก

งานศิลปะของประหยัดประทับรอยจำถึงวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของชาวบ้านในยุคสมัยที่ล่วงผ่านไปแล้ว แต่ยังคงบอกเล่าความเป็นจริงของปรารถนาในจิตใจอย่างมนุษย์ธรรมดา.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล : สัจนิยมมายา/อนาธิปัตย์

ปลุกผี (Primitive) / อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล / หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน, 1 ธันวาคม 2554 – 29 กุมภาพันธ์ 2555

เครื่องจักรอุทิศ, วิดีโอเงียบความยาว 1 นาที

[เครื่องจักรอุทิศ, วิดีโอเงียบความยาว 1 นาที]

จากแรงบันดาลใจเบื้องต้นที่ได้จากหนังสือซึ่งบอกเล่าเรื่องราวของคนระลึกชาติในพื้นที่อีสานตอนบน เปิดนำให้อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ออกเดินทางเพื่อสำรวจความเป็นจริงที่พบเห็น และค้นหาสิ่งกระทบใจที่จะขุดคุ้ยเอาความติดข้องในตัวตนของเขาออกมา กลายเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” และโครงการศิลปะ “ปลุกผี” (Primitive) ซึ่งประสบความสำเร็จได้รับรางวัลในระดับนานาชาติมากมาย

การระลึกชาติก็คือการรื้อฟื้นความทรงจำที่หลงลืมไปแล้ว ตามคติความเชื่อเดิมที่เชื่อในวิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิดเป็นหลายชาติภพ แต่การรื้อฟื้นอดีตหรือคาดหมายอนาคตล้วนอยู่ในปัจจุบัน อภิชาติพงศ์สำรวจพื้นที่ชนบทในเวลาปัจจุบัน เพื่อรื้อฟื้นเอาเรื่องราวที่กลบทับกันหลายชั้นออกมา กลายเป็นมิติมหัศจรรย์ที่มีจักรวาลของความจริงในหลายความเชื่อซ้อนเหลื่อมกัน

มิเพียงความทรงจำส่วนตัว อภิชาติพงศ์ยังขุดคุ้ยเอาความทรงจำของสังคมที่หลงลืมกันไปออกมาด้วย แม้จะเป็นบาดแผลที่พยายามจะลืมหรือถูกกระทำให้ลืมก็ตาม

อย่างหมู่บ้านนาบัวในจังหวัดนครพนม ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองในยุคสงครามเย็น ชาวบ้านที่นี่เคยเป็นคอมมิวนิสต์ที่จับอาวุธต่อสู้กับอำนาจรัฐมาก่อน แต่ก็เป็นความทรงจำซึ่งยากจะย้อนรำลึกของชาวบ้านในปัจจุบัน อย่างน้อยก็เป็นความพิพักพิพ่วนที่ไม่อยากจำแต่ก็ไม่อาจลืม เพราะไม่รู้ว่าจะจัดวางอยู่ในปัจจุบันด้วยสถานะหรือความหมายใด ท่าทีและความรู้สึกกระอักกระอ่วนในความผิดแผกแปลกประหลาดดังกล่าวแสดงอยู่ในนิทรรศการศิลปะ “ปลุกผี” ซึ่งประกอบไปด้วยภาพยนตร์ ภาพเคลื่อนไหวจัดวาง ภาพนิ่ง และหนังสือ เปิดให้ความทรงจำในเวลาและพื้นที่ที่ต่างกันเข้าปะทะเหลื่อมซ้อนกัน

อภิชาติพงศ์เติบโตในภาคอีสาน ก่อนจะข้ามไปเรียนต่อด้านศิลปะภาพยนตร์ที่สหรัฐอเมริกา ภาพยนตร์และหนังทดลองของเขามีส่วนผสมของหนังศิลปะและมหรสพชาวบ้านในรสของความดิบสด ผสมมุมมองส่วนตัวเข้ากับประเด็นทางสังคมและการเมืองได้อย่างน่าประหลาดในความรู้สึก การทำงานในชุดนี้เป็นเหมือนการสำรวจดินแดนที่เขาเติบโตมา เพื่อทำความเข้าใจกับรากเหง้าส่วนหนึ่งที่ผสมอยู่ในความเป็นตัวเขา

เนื้องานของอภิชาติพงศ์มักมีความรู้สึกที่เป็นขบถต่อความคิดกระแสหลักในสังคม แต่ไม่ได้มีเป้าหมายหรือนำเสนอแนวทางอื่นใดที่ชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นการปฏิเสธอำนาจหรือระเบียบสังคมในลักษณะอนาธิปัตย์มากกว่า เขาสนใจความทรงจำที่เป็นบาดแผลจากการต่อสู้ทางการเมืองที่สูญเปล่า จนเหมือนจะไร้ความหมายในลักษณะอนาธิปัตย์เช่นกัน อันที่จริงในภาคอีสานก็มีประวัติศาสตร์ของการต่อสู้กับอำนาจรัฐในลักษณะขบถผีบุญมาโดยตลอด และหลงเหลือเพียงตำนานหรือความทรงจำที่เลือนราง การจับอาวุธขึ้นต่อสู้ด้วยความแตกต่างของอุดมการณ์ทางการเมือง แม้จะอ้างอิงกับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในสังคม แต่เมื่อผ่านไปแล้วก็เหลือเพียงริ้วรอยความทรงจำที่รางเลือนเสมือนเป็นตำนานที่ห่างไกลเช่นกัน ยากที่จะหาความเป็นจริงอันแน่ชัด และเข้าถึงได้เพียงจินตนาการที่สับสนปนเปกับปัจจุบัน

เช่น มิวสิควิดีโอ “เพลงแห่งนาบัว” ซึ่งถ่ายใบหน้าของชายผู้หนึ่งที่แสดงความรู้สึกปวดร้าว ประกอบกับเพลงที่เด็กหนุ่มในหมู่บ้านแต่งขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเสียงปืนแตก แต่ทั้งผู้แสดงและผู้แต่งเพลงก็เป็นคนรุ่นปัจจุบันที่ห่างไกลจากประสบการณ์นั้นอยู่มาก และให้ความรู้สึกแปลกแปร่ง

เช่นเดียวกับภาพ “Ghost Teen” เป็นภาพวัยรุ่นใส่หน้ากากผีปลอม งานของอภิมชาติพงศ์มักปล่อยให้เห็นความจริงของการจัดแต่งในสื่อนั้น ด้วยความดิบซื่อของการประกอบสร้าง แต่ความเป็นจริงอันกระด้างกลับก่อบรรยากาศลี้ลับแปลกประหลาดเหมือนความฝันขึ้นมาในจินตนาการ ดังเช่นวิดีโอเรื่อง “ยิงยามเย็น” ซึ่งเป็นกลุ่มชายหนุ่มแต่งกายคล้ายทหารกำลังซ้อมยิงปืนกันอยู่หลังบานหน้าต่าง ยิงไปยังชายผู้หนึ่งที่เดินผ่านมา และล้มตายครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จบ ผ่านเหตุการณ์ที่ฉายซ้ำวนไปมา

จากกิจกรรมในโครงการศิลปะ “ปลุกผี” เป็นงานคอนเซ็ปช่วลอาร์ตที่ผสานกระบวนการทำงานศิลปะหลายรูปแบบเข้าด้วยกัน แล้วบันทึกไว้ด้วยภาพเคลื่อนไหวและภาพนิ่ง จะมีตั้งแต่การสร้างศิลปวัตถุอย่างยานอวกาศขึ้นมา ด้วยฝีมือและการมีส่วนร่วมของชาวบ้านธรรมดา อย่างที่บันทึกไว้ในวิดีโอเรื่อง “เบื้องหลังการสร้างยานอวกาศ” บันทึกข้อมูลและภาพถ่ายระหว่างการทำงานก็รวมไว้เป็นหนังสือ “คูโจ หนังสือของศิลปิน” เมื่อนำเอายานอวกาศไปทดลองปล่อยก็กลายเป็นงานศิลปะผสานสิ่งแวดล้อม ดังที่บันทึกไว้ในวิดีโอเรื่อง “เครื่องจักรอุทิศ” เช่นเดียวกับวิดีโอเรื่อง “นาบัว” ซึ่งบันทึกปรากฏการณ์จากกิจกรรมที่ทำร่วมกับชาวบ้านในเวลากลางคืน การเล่นกับแสงไฟในความมืด ติดตั้งชนวนล่อฟ้าและระเบิดเพื่อให้ฟ้าผ่าลงกลางหมู่บ้านและทุ่งนา แสงจากการฉายภาพยนตร์ การเตะลูกบอลไฟ และจอหนังที่ติดไฟลุกไหม้

อภิชาติพงศ์สามารถสกัดความดิบแบบดั้งเดิมออกมาได้แม้จะเป็นสภาพแวดล้อมของหมู่บ้านในปัจจุบัน จนได้ความรู้สึกแบบอนารยะ อย่างมิวสิควิดีโอเพลง “ฉันยังคงหายใจ” ของโมเดิร์นด็อก เขาให้เด็กหนุ่มในหมู่บ้านรวมตัวกัน แล้ววิ่งไปตามถนน พร้อมกับเตะลูกบอลควันและลูกบอลไฟไปด้วย ก่อนจะขึ้นไปบนรถบรรทุกแล้วก็เต้น แสดงพลังชีวิตของมนุษย์ตามธรรมชาติออกมาอย่างดิบเถื่อน

แบบแผนของจักรวาลที่อภิชาติพงศ์ต้องการสะท้อนให้เห็นอยู่ในวิดีโอเรื่อง “ปลุกผี” ซึ่งฉายภาพยนตร์สองจอไปพร้อมกัน จอหนึ่งบอกเล่าเรื่องราวลึกลับที่ผสานญาณวิทยาหลายแบบเข้าด้วยกัน ทั้งเรื่องผีสาง วิญญาณ การเวียนว่ายตายเกิด การย้อนอดีตและข้ามเวลาไปยังอนาคต มียานอวกาศเป็นเสมือนจักรกลเดินทางข้ามมิติเวลา และกลุ่มเด็กหนุ่มที่นอนหลับฝันอยู่ในนั้นเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว เป็นเสียงเสียงเล่าถึงอดีตและอนาคตอันไกลโพ้นข้ามชาติภพ ขณะที่อีกจอหนึ่งฉายภาพกลุ่มเด็กหนุ่มในความเป็นจริงขณะที่ร่วมอยู่ในกองถ่าย ฉายควบคู่กันไปเสมือนเป็นภาพล้อของเรื่องราวสมมุติในจอแรก

อภิชาติพงศ์รวมอดีตและอนาคตอันไม่สิ้นสุดเข้าด้วยกันในห้วงเวลาปัจจุบัน เป็นบรรยากาศลี้ลับที่ก้ำกึ่งอยู่ระหว่างปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและวิทยาศาสตร์กำมะลอ ผสมปนเประหว่างสถานการณ์ท้องถิ่นและโลกทรรศน์สากล ตรวจสอบกาลและที่ว่างด้วยนาฏกรรมที่กำหนดไว้และพฤติกรรมที่ไร้การควบคุม เหมือนเรื่องปรัมปราร่วมสมัยที่พยายามบอกเล่าถึงอุปาทานในวัฏสงสารของการเวียนว่ายตายเกิด

ตะกอนที่ขุ่นขึ้นมานั้นย่อมมีเรื่องที่ก่อกวนความรู้สึก ด้วยถูกกีดกันออกไปจากความทรงจำ และไม่สามารถสอดประสานเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน เป็นความจริงที่ถูกผลักไปอยู่ชายขอบ อาจจะพร่าเลือนแต่ไม่ได้สูญสลาย และกลายเป็นเหมือนภูตผีที่คอยหลอกหลอน

อาการเลื่อนลอยและไร้แบบแผนจึงเป็นวิธีเข้าถึงความจริงและเป็นความจริงอย่างที่อภิชาติพงศ์ต้องการแสดงให้เห็น.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2554

วิชญ มุกดามณี : วัสดุผันแปร/วัตถุวิภาษ

วัตถุคือชีวิต : Art-ificial Being / วิชญ มุกดามณี / พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป ถนนเจ้าฟ้า, 8-28 ธันวาคม 2554

“Re-assembling of a Bed Frame” ปี 2554, ภาพถ่าย

[“Re-assembling of a Bed Frame” ปี 2554, ภาพถ่าย]

นับเป็นศิลปินรุ่นใหม่อีกคนที่มีพื้นฐานแน่นหนา ทั้งประสบการณ์การสร้างสรรค์งานศิลปะ งานวิชาการ และกิจกรรมเกี่ยวเนื่อง จนน่าจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาศิลปะร่วมสมัย และโดยเฉพาะเมื่อเข้าเป็นอาจารย์หนุ่มเลือดใหม่ในคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งเปรียบเสมือนหัวขบวนของการศึกษาศิลปะในบ้านเรา วิชญ มุกดามณี เป็นบุตรของ วิโชค มุกดามณี ซึ่งเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จในการทำงานเทคนิคสื่อประสม งานของวิชญเหมือนเดินตามรอยผู้เป็นพ่อ แต่มีความต่างในความสนใจของตัวเอง และเป็นการพัฒนาต่อยอดอย่างชาญฉลาด

งานของ วิโชค มุกดามณี จะใช้วัสดุจากอุตสาหกรรมเป็นหลัก เพื่อสร้างพื้นผิวร่องรอยแปลกตา จัดองค์ประกอบเป็นงานจิตรกรรม หรือจัดวางเป็นงานประติมากรรม เนื้อหาจะว่าด้วยสภาพแวดล้อมในสังคมปัจจุบัน ซึ่งอยู่ท่ามกลางวัตถุอุตสาหกรรม แต่ก็แสดงความงามของวัสดุที่ปรุงแต่งนั่นเอง เป็นความงามของทัศนธาตุทางศิลปะในลักษณะนามธรรม จะอ้างอิงสัญลักษณ์ที่สื่อความหมายบ้างก็เพียงรูปทรงภายนอก

ส่วนงานของวิชญ แม้จะใช้วัสดุจากอุตสาหกรรมเหมือนกัน ประสมจัดองค์ประกอบละม้ายกัน ต่างกันตรงไม่ได้แสดงความงามของวัสดุในลักษณะนามธรรมอย่างเดียว แต่ยังอาศัยนัยยะของวัตถุด้วย เรียกได้ว่ามีเรื่องราวประกอบอยู่ในตัวงานเหล่านั้น และยังหลงเหลือหรือเผยให้เห็นลักษณะเดิมของวัสดุนั้นมากกว่ากลายสภาพใหม่โดยสิ้นเชิง ตัวอย่างเช่น งานในชุด “วิถีชีวิตเมือง” (City Life, Bangkok) ปี 2550 “วัฏจักรเมือง” (Urban Motion) และ “นัยของวัตถุ” (Implication of Materials) ปี 2551

หลังกลับจากสหรัฐอเมริกา การนำเสนอความคิดของวิชญเป็นรูปเป็นร่างเด่นชัด ขณะที่วิธีการนำเสนอเปิดกว้างไปสู่สื่อหลายรูปแบบ การใช้วัสดุสำเร็จรูปก็กระทำดัดแปลงโดยที่ยังอ้างอิงเค้าโครงความหมายเดิม อย่างงานชุด “คืนกลับ-ผันเปลี่ยน” (Re-Appearing) ซึ่งนำเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้สำนักงานมาพลิกตั้งซ้อนพิงเป็นประติมากรรม แต่ไม่ได้เชื่อมต่อเข้าด้วยกันอย่างถาวร เพียงอาศัยการค้ำยันประคองรูปทรงตามแรงโน้มถ่วง นอกจากนี้ยังจัดแสดงภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวของการจัดวางข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในหลายมุมมอง เป็นการสะท้อนสภาพชีวิตของชนชั้นกลางในสังคมทุนนิยม

การแสดงงานศิลปะครั้งสำคัญของ วิชญ มุกดามณี ในชื่อ “วัตถุคือชีวิต” (Art-ificial Being) เป็นเสมือนสรุปบทเรียนจากการสร้างสรรค์งานที่ผ่านมา ประมวลแนวทางเป็นระบบความคิดชัดเจน ด้วยการเริ่มต้นจาก “วัสดุ” (Materials) และ “วัตถุ” (Objects) เช่นเคย และใช้สื่อหลายรูปแบบ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม การติดตั้งจัดวาง การแสดงสด ภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหว ทั้งหมดล้วนประสานสอดคล้องเข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดที่ชัดเจน

ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ตรงวัตถุที่จัดแสดง ความโดดเด่นของงานนิทรรศการนี้อยู่ที่การแสดงกระบวนการทำงานต่างหาก เห็นการแปรสภาพของวัตถุในลักษณะวิภาษ หรือขัดแย้งกับความหมายเดิมด้วยการพลิกผัน แยกสลาย ประสมปนเป และซ้อนทับเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงมิติสัมพันธ์ระหว่างวัตถุ ศิลปิน กระบวนการทำงาน และพื้นที่จัดแสดง ด้วยการอาศัยสื่อสมัยใหม่อย่างภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวในการแสดงพลวัต และแสดงมิติเวลาที่ซ้อนเหลื่อมกัน

วิชญยังคงทำเรื่องวัตถุที่เป็นสภาพแวดล้อมของชีวิตในปัจจุบัน แรงบันดาลใจหลักในงานนี้คือเฟอร์นิเจอร์ราคาถูกที่ผู้คนส่วนใหญ่นิยมซื้อหาไปใช้งานกัน ซึ่งวิชญมองว่าเป็นตัวแทนของวัฒนธรรมมหาชน (Pop Culture) เป็นสภาพแวดล้อมในความเป็นอยู่ที่แท้จริงของผู้คน

เขาใช้วิธีการหลายอย่างในการพลิกมุมมองและตีความวัตถุนั้น เช่น นำเฟอร์นิเจอร์สำเร็จรูปมาประกอบ ถอดรื้อ และพลิกแพลง เป็นรูปทรงประติมากรรม แล้วบันทึกภาพไว้เป็นลำดับ บ้างก็บันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหวของศิลปินขณะทำงาน กลายเป็นการแสดงสด (Performance) ของศิลปินที่จัดการกับวัตถุเหล่านั้น ซึ่งบางทีก็ล้มพังลงมา และต้องแก้ปัญหาเพื่อก่อรูปขึ้นใหม่อีกครั้ง จากนั้นก็นำภาพเคลื่อนไหวไปฉายลงบนผืนผ้าใบขนาดใหญ่ แล้วอาศัยเค้าร่างของภาพเงาที่ปรากฏในการสร้างงานจิตรกรรมขึ้นมา เมื่อบันทึกเป็นภาพเคลื่อนไหวไว้อีกชั้นหนึ่ง จะเห็นเหมือนมีศิลปินอยู่สองร่างกำลังทำงานศิลปะซ้อนกัน ส่วนวัสดุจากเฟอร์นิเจอร์ก็นำไปแยกสลาย แล้วปะติดเข้าด้วยกันเป็นงานจิตรกรรมสื่อประสม อาศัยเค้าโครงสีและรูปทรงในการกำหนดโทนสีและฝีแปรง เป็นงานจิตรกรรมที่สำแดงพลังผ่านร่องรอยเฉียบพลัน

มิใช่เพียงตัวงานที่ปรากฏให้เห็นตรงหน้า แต่เห็นกระบวนการแปรสภาพของชั้นไม้อัด ตู้พลาสติก หรือเตียงเหล็ก ผ่านปฏิบัติการทางศิลปะเหล่านั้น อันเป็นพัฒนาการของศิลปะร่วมสมัยที่มิได้ยึดเกาะอยู่เพียงกระบวนแบบภายนอก แต่มุ่งเน้นไปที่การนำเสนอแนวคิดหรือปัญญามากกว่า ตัวงานที่จัดแสดงจึงเป็นเพียงบันทึกร่องรอยให้นึกเห็นในกระบวนทัศน์ของศิลปิน

วิชญยังทดลองทำงานจิตรกรรมโดยใช้เครื่องมือเป็นศูนย์กลาง เขาเลือกใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้าน ทั้งไม้ถูพื้น ไม้ขัดพื้น คราด ไม้ปัดขนไก่ ฟองน้ำ แปรงซักผ้า และแปรงสีฟัน ทำงานจิตรกรรม เพื่อสังเกตร่องรอยที่ปรากฏออกมา พร้อมทั้งปะติดอุปกรณ์เหล่านั้นลงเป็นส่วนหนึ่งของตัวงานด้วย และบันทึกภาพเคลื่อนไหวแสดงกระบวนการทำงาน

การใช้วัตถุของวิชญจึงไม่ได้เป็นเพียงแรงบันดาลใจ หรือวัสดุที่ใช้สร้างงาน แต่ยังเป็นเครื่องมือหรือกลวิธีด้วย เขาพยายามสะท้อนชีวิตในสภาพแวดล้อมปัจจุบันผ่านกระบวนแบบทางศิลปะด้วยคุณลักษณะของวัตถุเหล่านั้น แต่ก็ไม่ได้เป็นภาววิสัยภายนอกเท่านั้น กลับแสดงอัตวิสัยภายในของศิลปินผ่านการตีความวัตถุ ด้วยประสบการณ์ ความคิด และความรู้สึกของตนเอง เหมือนกับการเล่นเกมวางหมากกับตัวเอง ซึ่งวิชญจัดแสดงให้เห็นที่มา ฉายซ้อนกับขณะปัจจุบัน เหมือนเห็นการดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น

กระบวนการที่วิชญแสดงให้เห็นนอกเหนือจากตัวงานจึงสะท้อนการดิ้นรนของชีวิตนอกเหนือจากตัววัตถุเหล่านั้น อย่างงานชุดที่เขาได้แรงบันดาลใจจากน้ำท่วม บันทึกภาพตัวเองพยายามนำถุงผ้าพลาสติกวางเรียงบนเรือกลางน้ำท่วมอย่างทุกลักทุเล แต่ก็คงรูปเป็นประติมากรรมลอยน้ำอยู่ไม่นาน ก่อนที่ถุงผ้าพลาสติกเหล่านั้นจะร่วงหล่นลงมา และเขาก็ต้องลุยน้ำไปเก็บเรียงใหม่อีกครั้ง นอกจากนี้ยังหาเทคนิคสร้างงานจิตรกรรมจากเค้าโครงสีและลีลาอารมณ์จากสถานการณ์น้ำท่วมนั้นอีกด้วย

เงื่อนไขของวัตถุกำหนดแรงบันดาลใจของศิลปิน เช่นเดียวกับสภาพแวดล้อมทางวัตถุกำหนดชีวิตคน เมื่อเห็นศิลปินเคลื่อนไหวเพื่อแปรสภาพวัตถุเป็นงานศิลปะของเขา ย่อมสะท้อนชีวิตคนที่ดิ้นรนเพื่อครอบครองและควบคุมวัตถุเหล่านั้นไปตามความต้องการของตน ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้นคือความหมายของชีวิตนั่นเอง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์/สันติภาพ นาโค : เสียงแห่งทุกขารมณ์/เสียงแห่งมนุษยธรรม

โลกของสุขสันต์ : ดินแดนของสันติภาพ / สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์ (สันติภาพ นาโค) / หอศิลป์ g23 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, 23 กรกฎาคม – 29 ธันวาคม 2554

พระเจ้าองค์ใหม่, ปากกาบนกระดาษ ปี 2550/2552, 61.5x44 ซม.

[พระเจ้าองค์ใหม่, ปากกาบนกระดาษ ปี 2550/2552, 61.5x44 ซม.]

งานศิลปะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ของสังคม แต่ไม่ใช่บันทึกข้อเท็จจริง เป็นบันทึกของมโนทัศน์และอารมณ์ความรู้สึกของศิลปิน อันเป็นภาพแทนวัฒนธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง

หอศิลป์ g23 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จัดแสดงนิทรรศการศิลปะ “โลกของสุขสันต์ : ดินแดนของสันติภาพ” รวบรวมงานจิตรกรรมลายเส้นและบทกวีของ สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์ หรือนามแฝง “สันติภาพ นาโค” ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นในช่วงกว่า 25 ปี ระหว่างปี 2525-2553 งานจิตรกรรมของสุขสันต์อยู่ในแนวแบบที่เรียกกันว่าศิลปะเพื่อชีวิต หรือ Social Realism ซึ่งเน้นสะท้อนปัญหาความเป็นจริงในสังคม อันเป็นแนวนิยมที่แพร่หลายพร้อมกับการตื่นตัวของความคิดเชิงสังคม นับแต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม ปี 2516 เรื่อยมา จนบังเกิดเป็นแบบแผนทั้งทางวรรณกรรม ดนตรี และศิลปะ ซึ่งมีการสร้างสรรค์และทำซ้ำเป็นกลุ่มก้อนทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน และยังคงมีบทบาทในสังคมไทยร่วมสมัยสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

งานของสุขสันต์ที่จัดแสดงเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ในการศึกษาแนวแบบดังกล่าว ทั้งทางทัศนศิลป์และวรรณกรรม เพราะเขาเขียนภาพประกอบบทกวีด้วยปากกา แท่งถ่าน ดินสอ และหมึกดำ เป็นวาดเส้นขาวดำบนกระดาษในรูปแบบเดียวกัน ทำมาอย่างต่อเนื่องร่วม 700 ชิ้น ส่วนหนึ่งเคยตีพิมพ์รวมเล่มเป็นหนังสือ “เพลงขลุ่ยเหนือทุ่งข้าว” ในปี 2526 และได้รับการคัดสรรจัดแสดงในนิทรรศการนี้เอง

ตามประวัตินั้น สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์ เกี่ยวพันใกล้ชิดกับแผนกศิลปะ เทคนิคโคราช หรือปัจจุบันคือคณะศิลปกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลนครราชสีมา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของนักศึกษาหัวก้าวหน้าในเขตภาคอีสานมาตั้งแต่ยุคแสวงหา มีการเคลื่อนไหวด้านศิลปะและวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดเชิงสังคมอย่างกระตือรือร้นในช่วงหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ทั้งในภาคอีสาน และการจัดแสดงคัตเอาท์การเมืองในกรุงเทพฯ กระทั่งโดนกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่รัฐว่าเป็นที่ทำการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และโดนกวาดล้างในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี 2519

อาจารย์และศิลปินที่มีบทบาทสำคัญในช่วงเวลานั้นคือ ทวี รัชนีกร นักศึกษาที่มีชื่อเสียงในภายหลังก็เช่น พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, มงคล อุทก, ทองกราน ทานา, สุรพล ปัญญาวชิระ และเทอดเกียรติ พรหมนอก ส่วนสุขสันต์นั้นเป็นนักศึกษาและอาจารย์ในเวลาต่อมา หลังจากโดนจับกุมคุมขังด้วยข้อกล่าวหาทางการเมือง เขาก็ไปเป็นครูสอนศิลปะอยู่ที่ขอนแก่น และทำงานศิลปะสม่ำเสมอ

งานจิตรกรรมที่จัดแสดงในนิทรรศการแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ ชีวิตสุขสันต์ ธรรมสุขสันต์ รักสุขสันต์ และสังคมสุขสันต์ ตามเนื้อหาที่ขับเน้น

งานศิลปะตามความคุ้นเคยย่อมเป็นเรื่องของความสวยงาม แต่ศิลปะเพื่อชีวิตต้องการบีบเค้นความรู้สึกสะเทือนใจด้วยการนำเสนอด้านที่ทุกข์ยากของผู้คน เพื่อมุ่งให้ตระหนักและเกิดการเปลี่ยนแปลง หลักสุนทรียศาสตร์ของศิลปะแนวนี้จึงเน้นหนักไปที่เนื้อหามากกว่ารูปแบบ เป็นเนื้อหาในลักษณะศีลธรรมนิยมที่มีเป้าหมายจำเพาะ มากกว่าที่จะปล่อยให้คิดฝันอย่างอิสระ

ภาพชีวิตคนของสุขสันต์จึงเป็นเรื่องราวของผู้ใช้แรงงาน ชาวนายากจน แม่ค้าเร่ ครอบครัวยากไร้ คนชรา คนตกอับ ธรรมชาติอันโหดร้าย และเมืองที่แออัดทรุดโทรม ลายเส้นวาดด้วยปากกาหรือดินสอขับเน้นน้ำหนักเข้มข้นคมชัดแข็งกร้าว แสดงรูปทรงที่ลดทอน แต่งเติม หรือบิดผันให้เกินจริงไปตามอารมณ์ของเรื่องราว แต่ยังคงเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน ตามแนวนิยมของศิลปะเพื่อชีวิตที่ต้องการสื่อสารกับคนหมู่มาก

บทกวีของเขาก็ใช้ถ้อยคำเรียบง่ายชัดเจน เป็นร้อยแก้วและร้อยกรองที่เชื่อมสัมผัสกันด้วยฉันทลักษณ์ที่ไม่เคร่งครัดนัก เพียงให้เกิดจังหวะที่คล้องจองและกระชับในใจความ เช่น บท “ขุดดิน”

“ฉันเรียนแค่ชั้นปอสี่ / สิ่งที่มีคือแรงแข็งขยัน / รับจ้างขุดดินทุกวัน / ผิวกร้านหน้าดำคล้ำหมอง / หากินกันตายไร้ค่า / ยากจนทั่วหน้าพี่น้อง / ไร้ทรัพย์สินสิ้นเงินทอง / มีท้องร้องหิวทุกวี่วัน”

เพทนาการที่ปรากฏให้รับรู้และพิสูจน์ด้วยความต่อเนื่องยาวนาน บ่งบอกว่าศิลปินมิได้สร้างงานตามแนวนิยมเท่านั้น แต่เป็นความรู้สึกจริงแท้ของตนเอง ด้วยความต้องการที่จะแสดงสัจจะของชีวิตที่พบเห็น เพียงแต่อาจมองผ่านกรอบความคิดที่ได้ศึกษามาเป็นพื้นฐาน

ดังจะเห็นว่าสุขสันต์ไม่ได้มองความทุกข์ยากของชีวิตด้วยความคิดเชิงสังคมเท่านั้น เขายังมองผ่านกรอบของพุทธปรัชญา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้ สภาพและเหตุแห่งทุกข์ กิเลส ตัณหา ความอยาก ความไม่รู้ เรื่องของกรรม ตลอดจนอนิจจัง หรือความว่างเปล่า ความเลวร้ายที่ศิลปินแสดงให้เห็นจึงมิได้มาจากความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างเดียว แต่เป็นแก่นสารในธรรมชาติของชีวิตนั้นด้วย

ภาพเปรียบที่ทรงพลังในเสียงบริภาษยังคงเป็นความไม่เท่าเทียมกันในสังคมนั่นเอง เป็นมโนทัศน์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นธรรมในระบบการผลิตของสังคม หรือแสดงความขัดแย้งทางชนชั้นอย่างลัทธิมาร์ก เช่น ภาพท่อน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมกับผืนดินเกษตรกรรมที่แตกระแหง ภาพท้องถนนในเมืองที่แออัดไปทั้งคนจนคนรวย ภาพคนตกทุกข์ได้ยากน่าสมเพชเวทนา หรือภาพฝูงชนอ่อนล้าเบียดเสียดร้องขอ

การสำรวจชีวิตและสังคมเช่นนี้มิได้กลายเป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองดาษดื่น เพราะศิลปินมีความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์อยู่ในสำนึก หรืออาจเรียกว่าเป็นมนุษยธรรมของเขาเอง มากกว่าที่จะทำขึ้นด้วยเป้าประสงค์อื่นใด ดังเช่นภาพที่เขาสะท้อนความรักในหมู่ผู้ยากไร้ออกมาได้อย่างงดงามในอารมณ์ ด้วยความขัดตาระหว่างสภาพที่ทรุดโทรมกับความอ่อนโยนที่ปรากฏออกมา ทั้งความรักของแม่กับลูก ความรักของคู่ชีวิต ความรักของครอบครัว หรือความรักของครูที่มีต่อศิษย์

บางส่วนที่กล่าวถึงอำนาจและการเมืองด้วยความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตมีความเป็นสากลไม่น้อย แนวคิดทางสังคมและการเมืองของสุขสันต์ไม่โดดเด่นเท่าน้ำเสียงเชิงมนุษยธรรม สัญลักษณ์ที่ใช้ยังทำซ้ำอยู่ในแนวขนบที่คุ้นตา อย่างมุมมองต่อนักการเมือง ทหาร หรือการต่อสู้ของประชาชน ภาพวาดเส้นและบทกวีส่งเสริมซึ่งกันและกัน และมีความคมชัดไม่ด้อยไปกว่ากัน

ความจริงในงานศิลปะนั้นไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่เป็นประสบการณ์และทักษะส่วนบุคคลของศิลปินที่แสดงออกผ่านเครื่องมือของตน ประวัติศาสตร์ของสังคมในงานศิลปะจึงเป็นประวัติศาสตร์ของแบบแผนทางศิลปะ และความหมายในเชิงวัฒนธรรมของตัวมันเอง.

[พิมพ์ครั้งแรก: Vote]